หน้า: [1] 2 3   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: คลังความรู้เพื่อ Ward Round สำหรับเภสัชกร  (อ่าน 68146 ครั้ง)
เด็กชายสมันตภัทร แฟนคลับอาจารย์กวง
รุ่นเก้าเรารักกัน
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2,146



« เมื่อ: สิงหาคม 30, 2009, 05:33:28 PM »

คิดไปคิดมา ก็ว่าจะลองมานั่งๆ พิมพ์เรื่องต่างๆ เก็บไว้ดูเรื่อยๆ เวลาอีกหน่อย ใครจะ ward round จะได้มานั่งอ่าน
ฉันเองก็จะได้มาทบทวนเรื่อยๆ ด้วย เรื่องมันคงไม่ได้ประติดประต่อ แต่คงเป็น topic ไปเรื่อยๆ
เอาไว้มันมากพอเมื่อไหร่ เราค่อยมาจัดหัวข้อกันนะครับ เพื่อนๆ
บันทึกการเข้า
เด็กชายสมันตภัทร แฟนคลับอาจารย์กวง
รุ่นเก้าเรารักกัน
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2,146



« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2009, 05:40:03 PM »

1. Steroid-Induced Osteoporosis

ข้อบ่งใช้
เมื่อต้องได้รับ corticosteroids เป็นระยะเวลานาน จากการไปลองสืบค้นดู เค้า cut ที่
Prednisolone ตั้งแต่ 5 mg/day เป็นระยะเวลาตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป
(ทำไมต้องสามเดือน จากการไปสืบค้นต่อ ก็พบว่า มันจะเริ่มเกิดที่ 3 เดือน)

การป้องกัน

ต่างประเทศกับไทยมีความแตกต่างกัน สามารถเลือกใช้ได้ตามความชอบใจ
Calcium 1500 mg/day (ของไทยเราแนะนำที่ 1000 mg/day โดยให้เหตุผลว่า โดยเฉลี่ยคนไทยได้รับแคลเซียมจากอาหารวันละ 500 มิลลิกรัม) ** ข้อนี้ต้องได้ทุกคน
Vit. D 800 IU/day
Bisphosphonate เช่น Alendronate 70 mg weekly
บันทึกการเข้า
เด็กชายสมันตภัทร แฟนคลับอาจารย์กวง
รุ่นเก้าเรารักกัน
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2,146



« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2009, 05:44:25 PM »

2. Hyperuricemia

Part. นี้ไม่นับรวมสาเหตุจาก Tumor lysis syndrome นะครับ
โดยปกติเราจะเริ่มการให้ยาลดกรดยูริก ก็ต่อเมื่อระดับมันมากกว่า 13.0 ในผู้ชาย หรือ 10.0 ในผู้หญิง
หรือในกรณีที่พบว่ามีการขับออกทางไตสูง คือมากกว่า 1100 mg/day
เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้ มีโอกาสที่จะเกิด nephropathy หรือเกิดนิ่วยูริกได้

แวะมาเพิ่มเติมข้อมูลเกี่ยวกับยาลดกรดยูริก
Allopurinol
โดยทั่วไปแนะนำให้เริ่มยาในขนาด 100 mg/day (การเริ่มยาในขนาดสูงๆ ไปเลยจะมีปัญหาเรื่อง acute gout attack สูงมาก)
ปรับขนาดยาตามการตอบสนองโดยดูผลที่ 1-3 สัปดาห์
จนได้ขนาดยาสูงสุด 800 มิลลิกรัมหรือได้ uric acid ตามเป้าหมาย คือน้อยกว่า 6 mg/dL
(ถ้ามี tophi ระดับกรดยูีริกในเลือดยิ่งต่ำ tophi จะยิ่งหายเร็ว ตามลักษณะ conc. gradient)
เนื่องจาก oxypurinol ซึ่งเป็น active metabolite ของยาออกฤทธิ์ได้ประมาณ 24 ชั่วโมง
หากขนาดยาไม่เกิน 300 มิลลิกรัม ไม่จำเป็นต้องแบ่งให้
การแบ่งให้เพื่อลดผลต่อ GI นะครับ (N/V และ diarrhea)

พบว่าการให้ยา allopurinol ในช่วงแรกๆ จะมี gout attack เกิดขึ้นได้
ดังนั้นก็อย่าลืม colchicine prophylaxis dose นะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 29, 2011, 10:32:41 PM โดย สมันตภัทร » บันทึกการเข้า
เด็กชายสมันตภัทร แฟนคลับอาจารย์กวง
รุ่นเก้าเรารักกัน
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2,146



« ตอบ #3 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2009, 05:51:24 PM »

3. Acute Non-Variceal Upper Gastrointestinal Bleeding

มียาสามตัวที่มีการใช้กันในทางคลินิก แต่ยาที่มีการศึกษารับรองมีเพียงตัวเดียวคือ Omeprazole
ยาอีกสองตัว Pantoprazole และ Esomeprazole ไม่มี clinical trials แต่ปรับมาจาก Omeprazole โดยตรง
ดังนั้นยาสามตัวนี้ เลยมีขนาดการบริการเหมือนกันเปะ
บ้านเรานิยมใช้ pantoprazole เนื่องการ omeprazole ไม่คงตัวมากพอนั่นเอง

Dosage And Administraion
Pantoprazole : 80 mg IV over 2 min (IV Push โดยไม่ต้องผสมสารน้ำได้เลย) then 8 mg/hr (40 mg+NS 100 mL infusion 20 mL/min)
หลังจากผู้ป่วย stable ก็ switch มาเป็น High dose PPIs ก่อนสักระยะ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 02, 2009, 04:43:36 PM โดย สมันตภัทร » บันทึกการเข้า
Memory
รุ่นเก้าเรารักกัน
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 414



« ตอบ #4 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2009, 06:48:08 PM »

ตอบได้ไหมอะ หัวข้อนี้ ขนาดยาที่แหงนลงมันเป็นการให้ยาใน Acute bleeding from PU ไม่ใช่หรอ
         ยาที่มี clinical trial ยืนยันแล้วเป็น omeprazole และ pantoprazole ซึ่งพบว่าสามารถลดอัตราการเกิด ulcer rebleeding, syrgery & death ได้ โดยให้ขนาดเท่ากันตามที่แหงนบอก
        ใน USA ยา Omeprazole ชนิดฉีดไม่มีเค้าเลยมีการใช้แต่ pantoprazole กับ lansoprazole โดยขนาดของ lanso จะน้อยกว่าคือ 60 mg IV bolus ตามด้วย infusion 6 mg/hr อันนี้ดูได้จาก Harrison
 Sad Sad Sad Sad Sad

* Management of acute bleeding from a peptic ulcer.pdf (472.27 KB - ดาวน์โหลด 854 ครั้ง.)
* Harrisons_Practice_Topic_Gastrointestinal_Bleeding.pdf (987 KB - ดาวน์โหลด 1232 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 30, 2009, 06:49:57 PM โดย Memory » บันทึกการเข้า

ชัยชนะที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การไม่เคยล้ม
แต่อยู่ที่เราลุกขึ้นได้ทุกครั้งที่เราล้มลง
Memory
รุ่นเก้าเรารักกัน
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 414



« ตอบ #5 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2009, 06:55:26 PM »

แหงน ติดตามเรื่อง Cancer in DM patients บ้างไหม เป็นอีก topic ที่หมอ endocrine กำลังสนใจกันอยู่เลย ไม่มีเวลาอ่านอะ เผื่อมีใครสรุปมาให้
  Smiley Smiley Smiley Smiley Smiley
บันทึกการเข้า

ชัยชนะที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การไม่เคยล้ม
แต่อยู่ที่เราลุกขึ้นได้ทุกครั้งที่เราล้มลง
เด็กชายสมันตภัทร แฟนคลับอาจารย์กวง
รุ่นเก้าเรารักกัน
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2,146



« ตอบ #6 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2009, 08:09:11 PM »

ตอบบอนน์นะครับ มาช่วยๆ กันลงไว้นั่นแหละ เพราะหลายคนหลายที่ practice ผู้ป่วยในรูปแบบต่างกัน จะได้เก็บประสบการณ์ของเพื่อนๆ ด้วย

เรื่อง DMs กับ CA นี่บอนน์เอาเรื่องไหนล่ะครับ เรื่อง Glargine หรือว่าความเสี่ยงจาก DMs ตรงๆ เลย
จริงๆ แล้ว เราทราบมานานว่าอาหารที่มีแป้งหรือไขมันมากเกิน ทำให้เกิด CA ของระบบทางเดินอาหารได้
ในขณะที่คนอ้วน ก็มีความเสี่ยงในการเกิด CA ที่มีฮอรฺ์โมนเพศมาเกี่ยวข้องได้ เช่น มะเร็งเต้านมครับ

Coichicine ใน Acute Gout Attack
ปัจจุบัน FDA ได้แนะนำการใช้ Colchicine ใน gout attack ใหม่แล้ว
คือ start ที่ 1.2 mg ตามด้วย 0.6 mg ในอีก 1 ชั่วโมง จบแล้ว ไม่ต้องให้อีกประสิทธิภาพไม่ต่าง จะต่างเรื่อง ADRs ตะหาก

อย่างไรก็ตามยังมีประเด็นปลีกย่อย เรื่องของ CYP3A4 inhibitor ซึ่งจะทำให้ขนาดการใช้ยาแตกต่างกันไปได้

ถ้าได้รับ strong CYP3A4 inh. เช่นใน 14 วันที่ผ่านมา :
เช่น clarithromycin, itraconazole, ketoconazole
0.6 mg ตามด้วย 0.3 mg ในอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา


ถ้าได้รับ moderate CYP3A4 inh. เช่นใน 14 วันที่ผ่านมา :
เช่น Verapamil, Diltiazem, Erythromycin, Fluconazole
1.2 mg Dose เดียวพอ ไม่ควรให้ซ้ำในระยะ 3 วัน
 


อย่างไีรก็ตามขนาดยาที่แนะนำโดย FDA นี้ ข้อมูลจากการศึกษาพบว่าได้ประสิทธิภาพในคนประมาณครึ่งนึงเท่านั้นนะครับ จะมีีอีกเกือบครึ่งที่ไม่ตอบสนอง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 29, 2011, 10:34:35 PM โดย สมันตภัทร » บันทึกการเข้า
เด็กชายสมันตภัทร แฟนคลับอาจารย์กวง
รุ่นเก้าเรารักกัน
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2,146



« ตอบ #7 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2009, 08:17:38 PM »

4. การป้องกัน NSAIDS Induced Ulcer

มีหนึ่งข้อต่อไปนี้ ให้เลย
1. ได้ dual antiplatelet
2. ได้ ASA + Warfarin (อย่าตกใจ มันมีที่ใช้อยู่นะครับเพือนๆ)
3. มีประวัติเคยเกิด GI Bleed มาก่อน

มีสองข้อค่อยให้
1. อายุมากกว่า 60 ปี
2. ได้ corticosteroids ร่วมด้วย (กรณีมีแค่ steroid ตัวเดียว หลักฐานค่อนข้างอ่อน การศึกษาที่พบว่าเกิด มักพบว่าผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงอย่างอื่นร่วมด้วย)
3. มี dyspepsia หรือ GERD symtoms

ยาที่ใช้ในการรักษา
กรณีของ dual antiplatelet อาจจะเป็นประเด็นในปัจจุบัน ถ้าแพทย์หรือเรากังวล
ก็เลือก Ranitidine 300 mg  BID (มาจากคู่มือการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลและ BNF ครับ)
(ถ้าเบิกได้ Famotidine 40 mg BID อาจจะชัวร์กว่า)
กรณีอื่นๆ ก็ omeprazole 20 mg OD ไปครับ

**แม้จะมีข้อมูลว่า การให้ antacid มีผลช่วยลด dyspepsia ได้ แต่เป็นการใช้ยาอย่างไม่สมเหตุสมผล
เพราะพบว่าคนที่ได้ anticid มีโอกาสเกิด NSAIDs Induced Ulcer รุนแรงจนต้องเข้าโรงพยาบาลมากกว่าคนที่ไม่ได้
antacid สองเท่า



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 10, 2011, 12:39:35 AM โดย สมันตภัทร » บันทึกการเข้า
เด็กชายสมันตภัทร แฟนคลับอาจารย์กวง
รุ่นเก้าเรารักกัน
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2,146



« ตอบ #8 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2009, 08:19:08 PM »

ลืมบอกไป ฉันเอาแต่ที่ฉัน practice มาแลกเปลี่ยนนะ บางอย่าง บางที่การ practice ต่างจากนี้ได้นะครับ

การป้องกัน Contrast Induced Nephropathy

ก่อนอื่นต้องมาประเมินความเสี่ยงกันก่อน
1. ไตมีความบกพร่อง โดยดูจาก SCr>/=1.2 หรือ ClCr<60 ml
2. Diabetes Nephrophathy (ตอนนี้หลายที่บอกว่า DM เดี่ยวๆ ไม่จัดว่าเสี่ยง ต้องมีเรื่องไตด้วยนะครับ)
3. CHF NYHC Class IV
4. Cirrhosis
5. proteinuria
ุ6. ได้ Nephrotoxic drugs
ฯลฯ
จริงๆ ตัวแสบก็ขี้เกียจจำครับ โดยมากหลักๆ ก็ดูแค่ SCr หรือ ClCr อ่ะ เพราะข้อล่างๆ
เกือบร้อยทั้งร้อย มีเรื่องนี้กันหมด

ต่อมาก็มาลดความเสี่ยงก่อน
1. ควรหยุดยาที่อาจจะทำให้เกิด ARF ได้ เช่น ACEIs, Diuretic
2. ควรหยุดยาที่จะทำให้เกิดอันตรายได้  เช่น metformin
หลัง contrast เสร็จสักสองสามวัน หากไตไม่มีปัญหาก็ใส่กลับคืนได้ครับ

การป้องกัน
1. สารน้ำ **อันนี้ต้องได้ทุกคนครับ ไม่ว่าจะมีความเสี่ยงอะไรยังไงหรือไม่ก็ตาม
แบ่งได้สองอย่าง คือ ให้ NSS 1 ml/kg/hr อย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนได้รับ contrast (เป็นไปได้ก็ที่ 12 hr)
และต่ออีก 12 ชั่วโมงหลังได้รับ contrast
แต่ถ้าต้องจำกัดน้ำ ลดได้เป็น 0.5 ml/kg/min ครับ
ถ้าเสี่ยงมาก อาจให้ล่วงหน้าสักหนึ่งวันได้ครับ
* ไม่แนะนำให้ใช้ diuretics ร่วมด้วย เนื่องจากการศึกษาที่มีการใช้ furosemide ผสมในสารน้ำพบว่า
แย่กว่าการไม่ใช้

สารน้ำอีกตัวก็คือ Bicarbonate ใน D5W ครับ จะเลือกก็ได้
154 mEq/L drip 3 mL/kg/hr ก่้อนได้รับ contrast 1 ชั่วโมง
และ 1 mL/kg/min อีกเป็นระยะเวลา 6 ชั่วโมงหลังจากได้รับ contrast

2. Acetylcysteine
600 mg ฺq12h x2 days (start ก่อนทำ contrast อย่างน้อย 12 ชั่วโมง แต่ดีสุดที่ 24 ชั่วโมง)
หากเวลาไม่พอ เรามาวัดดวงกันที่
1000 mg ก่อนทำ contrast 2 ชั่วโมง 1 dose  และหลังทำ 4 ชั่วโมง อีก 1 dose
อันหลังประสิทธิภาพในการป้องกันจะด้อยกว่า
หากเวลาไม่พอกว่านั้นอีก
150 mg/kg IV infusion over 30 min ก่อนทำ 30 นาที (ประมาณว่า drip เสร็จลากไปทำได้เลย)
ตามด้วย 50 mg/kg infusion over 4 hr




UpDAte !!!!!!

จากการศึกษา ACT trial ตีพิมพ์ใน Circulation ปี 2011 การให้ NAC ไม่มี Benefit เหนือกว่าการให้ NSS 1 ml/kg/hr

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 01, 2012, 09:55:49 PM โดย สมันตภัทร » บันทึกการเข้า
Memory
รุ่นเก้าเรารักกัน
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 414



« ตอบ #9 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2009, 08:54:32 PM »

การให้ NAC เพื่อป้องกัน contrast-media induced nephropathy มีหลาย paper ที่กล่าวถึง
อันแรก ของ Tepel ให้ NAC 600 mg PO bid + hydration ก่อนและหลังได้ contrast (total 2400 mg)
ตามมาด้วย RAPPID ให้ NAC ในขนาดค่อนข้างสูงคือ 150 mg/kg IV ก่อนให้ contrast หลังจากนั้นให้ 50 mg/kg drip in 4 hr การศึกษานี้ใช้ volume ของ contrast > 200 ml ซึ่งเยอะ
Marenzi มาศึกษาต่อเปรียบเทียบการให้ standard dose (600 mg IV ก่อนให้ contrast และ 600 mg PO bid นาน 48 ชม. ตามด้วย hydration 12 ชม. หลังให้ contrast รวม 3000 mg) กับ high dose (1200 mg IV ก่อนให้ contrast และ 1200 mg PO bid นาน 48 ชม. ตามด้วย hydration 12 ชม. หลังให้ contrast รวม 6000 mg) พบว่าการให้ high dose มีแนวโน้มที่จะได้ ปสภ.มากกว่า standard dose ซึ่งต้องติดตามการใช้ต่อไป
บันทึกการเข้า

ชัยชนะที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การไม่เคยล้ม
แต่อยู่ที่เราลุกขึ้นได้ทุกครั้งที่เราล้มลง
เด็กชายสมันตภัทร แฟนคลับอาจารย์กวง
รุ่นเก้าเรารักกัน
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2,146



« ตอบ #10 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2009, 09:04:16 PM »

Phosphate Binder
หลักๆ เราินิยมกันอยู่สองตัว ก็คือ น้อง Calcium carbonate กับพี่ Aluminium hydroxide

เลือก Calcium เมื่อ
1. [Ca] x [PO]< 55
2. ระดับ calcium กระแสเลือดน้อยกว่า 10.5 (คือไม่มีภาวะ hypercalcemia นั่นเอง)
*** อย่าลืมว่า elemental Ca ไม่เกิน 1500 mg/day***

เลือก Aluminium เมื่อ
1. [Ca] x [PO] มากกว่า 55
2. ระดับ P > 7 (อันนี้เป็น severe hyperphosphatemia การให้ calcium จะได้ตกตะกอนกันเลย)
2. ระดับ calcium กระแสเลือดมากกว่า 10.5


*** เนื่องจากพี่ Aluminium มี neurotoxic หากไม่มีสองข้อข้างต้นแล้ว ให้เปลี่ยนกับมาเป็น Calcium นะครับ  และ Aluminium ก็ไม่ควรใช้เกิน 28 วัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 31, 2012, 11:02:14 PM โดย สมันตภัทร » บันทึกการเข้า
เด็กชายสมันตภัทร แฟนคลับอาจารย์กวง
รุ่นเก้าเรารักกัน
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2,146



« ตอบ #11 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2009, 09:12:17 PM »

Furosemide กับการได้เลือด

ไม่ต้องให้ทุกรายนะครับ ให้เมื่อมีหนึ่งข้อต่อไปนี้
1. ได้เลือดตั้งแต่ 2 U
2. อายุมากละ คือ 60 ปีขึ้นไป
3. ต้องจำกัดน้ำ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 30, 2009, 09:14:18 PM โดย สมันตภัทร » บันทึกการเข้า
เด็กชายสมันตภัทร แฟนคลับอาจารย์กวง
รุ่นเก้าเรารักกัน
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2,146



« ตอบ #12 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2009, 09:21:38 PM »

Spironolactone ใน CHF

ข้อควรระวัง
- หากใช้ไม่ได้ ให้ amiloride หรือ triamterene แทนได้นะครับ (เค้าเคยเจอกรณี gynecomastia)
- ใน CHF ขนาดยาสูงสุดที่มีใน Clinical trial คือ 50 mg/day (ไอ้ที่มากกว่านี้ คือ Ascites คร๊าบ)
- เมื่อ K>/= 5.0
- เมื่อ SCr >/= 2.5 ในผู้ชาย หรือ 2.0 ในผู้หญิงครับ
บันทึกการเข้า
เด็กชายสมันตภัทร แฟนคลับอาจารย์กวง
รุ่นเก้าเรารักกัน
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2,146



« ตอบ #13 เมื่อ: สิงหาคม 31, 2009, 02:15:12 AM »

การใช้ Ampicillin/Sulbactam กับ Acinetobacter baumanii (MDR)

โรงพยาบาลมีขนาด Ampicillin 1 gm : Sulbactam 0.5 gm (หรือแบบ 2:1)

DOSE :
Usual dose : 3 gm (ampicillin 2 gm + sulbactam 1 gm) IV q4h
GFR 30-80 : 3 gm q6h
GFR 15-29 : 3 gm q12h
GFR <15 : 3 gm q24h

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 29, 2011, 10:41:18 PM โดย สมันตภัทร » บันทึกการเข้า
เด็กชายสมันตภัทร แฟนคลับอาจารย์กวง
รุ่นเก้าเรารักกัน
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2,146



« ตอบ #14 เมื่อ: สิงหาคม 31, 2009, 05:03:25 AM »

การใช้ Cefoperazone/Sulbactam กับ Acinetobacter
เนื่องจากอเมริกาไม่มียาตัวนี้แล้ว ข้อมูลเลยไม่ค่อยมีใครพูดถึง
อันนี้ขอบอกว่า ส่วนตัวก็ยังไม่เคยใช้เหมือนกัน

ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ
1. ปกติเราให้ q12h กัน แต่เนื่องจาก sulbactam มีค่าครึ่งชีวิตสั้น ดังนั้น ควรให้ q8h
2. เราต้องการ sulbactam อย่างน้อย 3-4 gm/day (กรณีติดเชื้อรุนแรงมีคนบอกว่าอาจจะต้องไต่ไปที่ 6)
3. cefoperazone จากการให้ q8h max dose ของมันคือ 4 gm q8h (12 gm/day) ---> ยังไงก็ไม่ถึง
4. cefoperazone ปรับตามตับ ถ้าตับเสีย Max dose คือ 2 gm q12h (4 gm/day) ---> ดูดูแล้ว ถ้าตับไม่ดี น่าจะต้องผ่านแล้วล่ะ
5. ยาในโรงพยาบาลมีสองแบบ ต้องดูดีดีว่า 2:1 หรือ 1:1

กรณี 1:1
2- 4 gm q8h (กะเอามากสุดแค่ 6 gm sulbactam/day)
กรณี 2:1
3-6 gm q8h

GFR 15-30 : ต้องให้ q12h
GFR <15 : ต้องให้ q24h

บันทึกการเข้า
เว็บบอร์ดเภสัช มน. รุ่น 9
   

 บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: