หน้า: 1 [2] 3   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: คลังความรู้เพื่อ Ward Round สำหรับเภสัชกร  (อ่าน 62087 ครั้ง)
choxe
รุ่นเก้าเรารักกัน
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 573


so numb


« ตอบ #15 เมื่อ: สิงหาคม 31, 2009, 06:44:32 AM »

สุดยอดเลย........ขอบคุณมากๆครับทั่น  Grin Grin
บันทึกการเข้า
เด็กชายสมันตภัทร แฟนคลับอาจารย์กวง
รุ่นเก้าเรารักกัน
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2,135



« ตอบ #16 เมื่อ: กันยายน 01, 2009, 02:42:25 AM »

การ drip Heparin

จริงๆ มีหลายสูตรนะครับ แต่สูตรที่แพทย์ทั่วไปใช้ คือสูตรที่เอามาฝาก

หลักการสำคัญ
- aPTT จะเชื่อถือได้ ต้องตรวจหลังจากให้ยา heparin ในขนาดๆ นั้นๆ แล้วอย่างน้อย 6 ชั่วโมงนะครับ
ถ้าเจาะที่น้อยกว่า 6 ค่าที่จะได้สูงเกินจริง เนื่องจากยายังไม่ได้มีการกระจายตัวเรียบร้อย


ขนาดยาเริ่มต้น : LD 80 IU/kg bolus ตามด้วย maintenance 18 IU/kg/hr
หลังจากนั้นที่ 6 ชั่วโมง มาดูผล aPTT ซึ่งเป้าหมายที่เราต้องการคือ 50 - 70 (หรือ 1.5-2 เท่า ของค่าปกติ)
< 35 s (<1.2x normal)                       ให้ LD ใหม่ ตามด้วยการปรับเพิ่ม maintenance dose อีก 4 IU/kg/hr
35 - 45 s (1.2-1.5x normal)               bolus 40 IU/kg ตามด้วยการปรับเพิ่ม maintenance dose อีก 4 IU/kg/hr
46 - 70 s (1.5-2.3x normal)               ไม่ต้องทำอะไร
71-90 s (2.3-3.0x normal)                 ปรับลด maintenance dose ลง 2 IU/kg/hr
>90 s (>3x normal)                           หยุด infusion 1 hr แล้วปรับลด maintenance dose ลง 3 IU/kg/hr

หลังจากได้ค่้าตามที่ต้องการแล้ว ใน 24 ชั่วโมงแรก จะตรวจทุก 6 หลังจากนั้นก็ตรวจ OD

การเตรียมผสม
เข้าได้ทั้ง NS และ D5W

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 02, 2009, 05:18:42 PM โดย สมันตภัทร » บันทึกการเข้า
เด็กชายสมันตภัทร แฟนคลับอาจารย์กวง
รุ่นเก้าเรารักกัน
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2,135



« ตอบ #17 เมื่อ: กันยายน 08, 2009, 05:52:47 AM »

แนวทางการป้องกัน Cardioembolic Stroke ใน Chronic AF

1. ในผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อไปนี้ แนะนำการใช้ WARFARIN > ASA
- Hx. TIA หรือ Stroke
- HTN
- CHF
- DM
- CAD
- MS
- Prosthetic heat valves
- Thyrotoxicosis

2. หากไม่มีปัจจัยข้างบน พิจารณาตามนี้
- อายุน้อยกว่า 65 : เลือก ASA หรือจะไม่ป้องกันเลยก็ได้
- อายุ 65-75 : เลือก warfarin หรือ ASA ก็ได้
- อายุมากกว่า 75 : เลือก warfarin

ขนาดยา :
ASA : 325 mg OD (ปกติหมอก็จ่าย gr V อ่ะคับ)
Warfarin : หากไม่มี indication ตรงๆ พิจารณา INR 2-3 ครับ


ที่มา : The American Society of Health-System Pharmacists (ASHP)


ACCP 2008 [เอามาเทียบให้ดู]
- ถ้าเคยมี ischemic stroke หรือ TIA --> warfarin แน่ๆ
- มีปัจจัยเสี่ยงดังต่อไปนี้
1.) อายุมากกว่า 75 ปี
2.) HTN
3.) DM
4.) Mod-Severe impaired LV หรือ CHF
หากมีตั้งแต่ 2 ข้อ ถือเป็น high risk---> warfarin
หากมีแค่ 1 ข้อ ถือเป็น intermediate risk ---> warfarin หรือ aspirin ก็ได้ (แต่ชอบ warfarin มากกว่า)
หากไม่มีอะไรเลย (มีแค่ AF เพียวๆ) ถือเป็น low risk --> aspirin

(*** ACCP แนะนำขนาด aspirin เป็น 75-325 mg/day แต่ trial ที่พบว่ามี effect มากที่สุดใช้ ASA 325 mg/day)
- กรณีมี mitral stenosis, prosthetic heart valve --> ให้ warfarin
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 27, 2011, 01:08:00 AM โดย Rachanont » บันทึกการเข้า
เด็กชายสมันตภัทร แฟนคลับอาจารย์กวง
รุ่นเก้าเรารักกัน
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2,135



« ตอบ #18 เมื่อ: กันยายน 19, 2009, 03:03:58 PM »


Stress Ulcer Prophylaxis
ใช้กับผู้ป่วยใน intensive care unit
กรณีต่อไปนี้ มี 1 ข้อ จัดให้เลย
1. Coagulopathy อาทิ Plt<50000 mm3, INR >1.5, aPTT > 2x
2. ใส่ mechanical ventilation มากกว่า 48 hr
3. Hx. Peptic ulcer หรือ UGIH ใน 1 ปีที่ผ่านมา
4. GCS </= 10
5. Burn > 35% ของ BSA
6. Partial hepatectomy (บ้านเราคงไม่มีหรอกเนาะ)
7. Multiple trauma (injury severity score of ≥16)
8. Transplantation perioperatively in the ICU
9. Spinal cord injury
10. Hepatic failure (อาการมันคงเป็นไปตามข้อแรกแล้วล่ะ)
กรณีต่อไปนี้ ต้องมีอย่างน้อย 2 ข้อ
1. Sepsis
2. อยู่ใน ICU นานกว่า 1 week
3. มี occult bleeding ต่อเนื่องอย่างน้อย 6 วัน
4. ได้ corticosteroid เทียบเท่า Hydrocortisone ตั้งแต่ 250 mg/day ขึ้นไป

ปกติเค้าแนะนำแพทย์เป็น
RANITIDINE 150 mg PO BID หรือว่า 50 mg IV q8h
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 26, 2010, 03:13:29 PM โดย สมันตภัทร » บันทึกการเข้า
เด็กชายสมันตภัทร แฟนคลับอาจารย์กวง
รุ่นเก้าเรารักกัน
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2,135



« ตอบ #19 เมื่อ: กันยายน 22, 2009, 03:47:23 PM »


Primary Prevention : Gastroesophageal Varices
1.) กรณีไม่มี varices
- ไม่มีข้อบ่งใช้ของการให้ Propranolol
(เหตุผล clinical trials ของ timolol ล้มเหลวในการป้องกันการเกิด varice)
2.) กรณี Small varices (ขนาดไม่เกิน 5 cm)
กรณีเหล่านี้ มีหลักฐานสนับสนุนการให้
2.1) Child Pugh ตั้งแต่ B ขึ้นไป
2.2) มี red wall marks
กรณีไม่มีความเสี่ยง 2 ข้อข้างบน
- อาจจะให้ก็ได้ แต่ยังไม่มีข้อมูล long-term benefit
(เหตุผล meta-analysis พบว่าลด variceal bleed แต่ไม่ significant)
3.) กรณี Large varices (ขนาดมากกว่า 5 cm)
- ควรได้รับการป้องกันทุกราย
(เหตุผล meta-analysis พบว่าลด bleed และ อัตราการตายอย่างมีนัยสำคัญ)
- หากใช้ propranolol ไม่ได้ ----> ทำ EVL แทน

Dosage : Propranolol 20-40 mg BID ปรับขนาดจนได้ HR ลดลง 25% หรือ HR 55-60 bpm

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 18, 2009, 03:56:50 PM โดย สมันตภัทร » บันทึกการเข้า
เด็กชายสมันตภัทร แฟนคลับอาจารย์กวง
รุ่นเก้าเรารักกัน
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2,135



« ตอบ #20 เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2009, 11:41:54 AM »

sucralfate ในผู้ป่วย renal failure
ข้อมูลที่น่าสนใจ
Small amounts of aluminum can be absorbed following oral administration of sucralfate.
Each 1 g tablet contains roughly 207 mg of aluminum.
Aluminum is cleared by the kidneys in patients with normal renal function.
However, patients with renal failure or those receiving dialysis can develop aluminum accumulation
due to impaired aluminum excretion.

Aluminum does not cross dialysis membranes because of high plasma protein binding.
Aluminum intoxication in the form of aluminum osteodystrophy, osteomalacia, or encephalopathy has been described in patients with renal impairment.
Sucralfate should be used with caution in patients with renal failure.
บันทึกการเข้า
เด็กชายสมันตภัทร แฟนคลับอาจารย์กวง
รุ่นเก้าเรารักกัน
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2,135



« ตอบ #21 เมื่อ: เมษายน 20, 2010, 09:07:58 PM »

Potassium
วันนี้แลกเปลี่ยนกับน้องใหม่ ก็เลยถือโอกาสเอามาแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ ด้วยเลย
มี 3 โรค ที่ควรจะ keep K ให้มากกว่า 4
โดยเค้าอธิบายเหตุผลคือเพื่อป้องกันการเกิด sudden cardiac death นะ
โรคแรกก็คือ Hypertension ซึ่งหากเป็นการใช้ HTCZ จะได้ประโยชน์จากการ keep K
มากกว่า 4 อีกหนึ่งอย่างก็คือ การป้องกัน glucose intolerance โดยกลไกมันเกี่ยวกับการหลั่ง insulin ที่มี K มาเกี่ยวข้อง
โรคที่ 2 ก็คือพวกหัวใจเต้นผิดจังหวะทั้งหลาย
โรคที่ 3 ก็คือ CHF 
การชดเชย K ที่ดีคือการชดเชยด้วย KCl เค้าไม่แนะนำการชดเชยด้วยการทานผักหรือผลไม้ที่มี K สูงๆ เพราะว่ามันไม่ได้เป็น KCl และมันมักมากับ calories ทำให้อ้วนแล้วก็เสี่ยง CVS เพิ่มมากขึ้นอีก

หาอ่านเพิ่มเติมจาก annals of internal medicine ปี 2000 แหละ อ่านนานแล้ว จำได้ประมาณนี้
บันทึกการเข้า
เด็กชายสมันตภัทร แฟนคลับอาจารย์กวง
รุ่นเก้าเรารักกัน
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2,135



« ตอบ #22 เมื่อ: เมษายน 20, 2010, 09:30:50 PM »


Blood Component

อันนี้ออกตัวว่าไม่เก่งนะ
ก็พยายามหาอ่านเท่าที่ทำได้
ใครมีข้อมูลดีกว่า ช่วยแลกเปลี่ยนด้วยก็ดีนะ

Packed Red Cell
โดยมากหากไม่ได้มีอาการแสดงอย่างชัดเจน
เราจะรักษา Hb ไว้ให้มากกว่า 7 ก็พอ
ยกเว้นคนที่มีเรื่อง Heart หรือ Respiratory เราจะรักษามากกว่า 8
ของไทยเราเพิ่มคนแก่ คืออายุมากกว่า 65 ปีด้วยเป็นอีกข้อยกเว้น

ทำไมต้องมากกว่า 7 คำตอบก็คือ ที่ระดับมากกว่านี้ พบว่าไม่มีผลเปลี่ยนแปลงอะไรเลย
แต่ที่ระดับน้อยกว่านี้ คือน้อยกว่า 6 ความเสี่ยงของ MI จะเพิ่มมากขึ้น

ขนาดการบริหาร คือ 10-20 mL/kg
โดยมากก็คือครั้งหนึ่งก็ 1-2 unit ไม่งั้นจะมีเรื่อง volume overload ได้

Platelet
โดยทั่วไป spontaneous bleeding จะเกิดเมื่อ plt ต่ำกว่า 5000
แต่หากต่ำกว่า 10000 หากเกิดเลือดออกจะหยุดได้ยากมาก
ดังนั้นเลยแนะนำให้รักษาให้มากกว่า 10000 ในคนทั่วไป
ยกเว้นพวกที่มีความเสี่ยงในการเกิดเลือดออก จะให้มากกว่า 20000
พวกนี้ก็เช่น มีประวัติ UGIH มีไข้สูงอะไรทำนองนี้
แต่หากจะทำการผ่าตัดหรือมี major bleeding ต้อง keep ให้มากกว่า 50000 เลย

จะมีโรค ITP ที่เค้าบอกว่า plt จะต่ำมาก แต่เราจะไม่ให้หากไม่มีเลือดออก
เนื่องจากให้ไปก็เสียเปล่า และพบว่าโรคนี้ plt ที่ยังเหลือของคนไข้นั้น ทำงานได้เทพมาก

ขนาดการบริหาร 1 mL/10 kg
ประเมินผลการบริหารก็คือควรเพิ่มได้มากกว่า 10000
ถ้าเพิ่มได้น้อยกว่านี้ต้องหาสาเหตุ

Fresh Frozen Plasma
ประกอบไปด้วย plasma protein และ cloting factors
โดยมากก็ให้ในคนที่ขาดนั่นแหละ
เช่น INR สูง, PT หรือ PTT prolong เป็นต้น
ขนาดการบริหาร 10-20 ml/kg
ส่วนกรณี warfarin reversal ให้แค่ครึ่งเดียว คือ 5-10 mL/kg

Cryoprecipitate
ประกอบด้วย Factor 8 (ยกมาเพราะจะเจอในพวก hemophilia)
และอีกอันที่เด่นๆ ก็คือ fibrinogen 
จริงๆ ก็คล้ายๆ กับ FFP แต่ว่า conc กว่า และขาดบาง factor เช่น factor 9
ขนาดการบริหารคือ 1 unit/5kg
บางที่ก็บอกว่า 1-4 unit/10 kg

Factor 8 concentrate
อันนี้เจอไม่บ่อยมาก
ใช้ในพวก Hemophilia A (ถ้า hemophilia B คือขาด factor 9)
ข้อดีกว่า Cryoprecipitate คือปริมาตรน้อยกว่า
การคำนวณขนาดจะต้องเจาะดู plasma activity ก่อน ว่ามีเท่าไหร่
แล้วเราต้องการให้มีเท่าไหร่ (ตำราบอกคร่าวๆ คือ 30-50% แต่หมอบอกว่าจริงๆ แต่ละที่มี goal ของมันเองย่อยอีก)
การคำนวณก็เทียบบัญญัติไตรยางศ์เอาเลยว่า
1 unit/kg จะเพิ่ม plasma activity ได้ 2%
หรือออกมาเป็นสูตรเลยก็คือ DOSE = BW/2 x plasma activity ที่ต้องการ
บันทึกการเข้า
เด็กชายสมันตภัทร แฟนคลับอาจารย์กวง
รุ่นเก้าเรารักกัน
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2,135



« ตอบ #23 เมื่อ: กันยายน 25, 2010, 01:42:07 AM »

ASPIRATION PNEUMONIA

1. ไม่มีเกณฑ์การวินิจฉัยที่แน่นอน อาศัยประวัติความเสี่ยงของการเกิด aspiration เช่น Stroke, NG tube เป็นต้น ร่วมกับการตรวจพบว่าเป็น pneumonia

2. เชื้อ bacteria แปรตามสถานที่ว่าเกิด aspiration ที่ไหน

3. ถ้าเกิดใน community ให้คิดถึง typical CAP pathogen ร่วมกับ Enterobacteriaceae
ยาที่เหมาะสมในการเป็น empiric
- Ceftriaxone
- Levofloxacin
- Amoxiclav
- Unasyn

4. ถ้ามีประวัติเพิ่ง discharge ไปได้ไม่นาน (เชื้อที่ colonized น่าจะยังเป็นสา่เหตุได้) หรือเกิดขึ้นที่โรงพยาบาล ให้คิดถึง GNB, Pseudomonas และ Klebsiella
ยาที่เหมาะสม เช่น
- Cefepime
- Pip/tazo
- Imipenem/cilaz
- levofloxacin

5. โดยปกติไม่จำเป็นต้องป้องกัน Anaerobe ยกเว้นในกรณี
- putrid sputum
- periodontal disease
- necrotizing pneumonia หรือ lung abscess
ยาที่เหมาะสม
พิจารณาจาก regimen ที่ใช้อยู่ หากไม่ครอบคลุมเชื้อ anaerobe ให้พิจารณาเพิ่ม
clindamycin หรือ metronidazole

บันทึกการเข้า
เด็กชายสมันตภัทร แฟนคลับอาจารย์กวง
รุ่นเก้าเรารักกัน
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2,135



« ตอบ #24 เมื่อ: กันยายน 25, 2010, 06:25:21 PM »

Folic Acid

  • US Preventive Services Task Force : แนะนำใ้หสตรีวัยเจริญพันธุ์ทุกรายได้รับโฟเลตเสริม 0.4-0.8 mg/day
  • ในรายที่วางแผนจะตั้งครรภ์ควรเริ่มเสริม folate ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน และต่อเนื่องไปอย่างน้อยจนครบไตรมาสแรก
  • The American Congress of Obstetricians and Gynecologist (ACOG) และ The American Academy of Family Physicians : ในรายที่มีประวัติลูกเป็น neural tube defects เพิ่มขนาด folic acid เป็น 4 mg/day
     
บันทึกการเข้า
เด็กชายสมันตภัทร แฟนคลับอาจารย์กวง
รุ่นเก้าเรารักกัน
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2,135



« ตอบ #25 เมื่อ: กันยายน 27, 2010, 05:43:40 PM »

ไปเจอเอกสารภาษาไทยเรื่อง transfusion therapy เลยเอามาลงไว้ก่อนนะครับ


* Transfusion therapy.pdf (210.75 KB - ดาวน์โหลด 523 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
tornphom
รุ่นเก้าเรารักกัน
Jr. Member
*****
เพศ: หญิง
กระทู้: 39



« ตอบ #26 เมื่อ: กันยายน 28, 2010, 09:16:21 AM »

เอาอีกๆ มีประโยชน์มากๆเลย บางอันก็ลืมไปแล้วอ่ะ
บันทึกการเข้า
เด็กชายสมันตภัทร แฟนคลับอาจารย์กวง
รุ่นเก้าเรารักกัน
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2,135



« ตอบ #27 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2010, 10:28:36 AM »

Evidence-Based Medicine : DynaMed

PREVENTION OF CONTRAST-INDUCED NEPROPATHY


* CIN.pdf (266.32 KB - ดาวน์โหลด 856 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
เด็กชายสมันตภัทร แฟนคลับอาจารย์กวง
รุ่นเก้าเรารักกัน
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2,135



« ตอบ #28 เมื่อ: ตุลาคม 21, 2011, 10:40:42 PM »

ว่ากันด้วยเรื่องของ ischemic stroke

เห็นเค้า review ได้น่าสนใจดี ก็เลยเอามาแปะให้ดูเฉยๆ นะครับ เผื่อเพื่อนๆ จะเอาไปสอนมะกอกน้อย
- ความเสี่ยงของ stroke หลักๆ ก็คือ HTN (ความดันยิ่งสูง โอกาสตายจาก stroke ก็สูงตามไปด้วย)
ความเสี่ยงอื่นๆ ก็คืออายุ การสูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง
DMs, AF(อันนี้เสี่ยง cardioembolic), TIA หรือ stroke

- HTN พบเพิ่มขึ้นตามอายุ stroke ก็เลยเพิ่มขึ้นตามอายุไปด้วย

- ประมาณ 15-30% ของผู้ป่วย stroke เิกิดความพิการขึ้นอย่างถาวร
คนที่เสี่ยงสูงว่าจะเดี้ยงถาวรก็คือ แก่แล้ว (อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป) และเคยเ้ป็น stroke มาก่อน
อ้่อ กรณีที่ได้ rt-PA เค้าประเมินว่าคืนไม่คืนกันตอน 6 เดือนนะครับ ตามข้อมูลจากการศึกษาเอง
คำถามยอดฮิตที่ผู้ป่วยมักจะถามบ่อยๆ

Part ของการรรักษา
- rt-PA มี window period คือ 4.5 ชั่วโมง

- antiplatelet ก็ตามที่รู้ๆ อย่างไรก็ตามที่เค้าเจอเองตอนทำ case คือ
guideline acute stroke ไม่เคยบอกว่า acute stroke น่ะกี่วัน
แต่บอกแค่มีแต่ ASA ที่มี role ใน acute stroke ตัวอื่นอ่ะไม่มี role
เค้าเลยไปดูการศึกษา 2 อันหลักแล้วสรุปเองว่า acute stroke น่าจะประมาณ 2 wks
ผู้ป่วยจึงควรได้ aspirin ในขนาดสูงอย่างน้อย 2 wks ก่อนจะเปลี่ยนเป็นยาอื่น หรือลดขนาดยาลง
การจะ pro ตัวไหน ก็มี guideline support หมด โดยค่าย CHEST กะ ASA เห็นต่างกันนะ
แต่เค้าคิดว่าใครก็ได้แหละ ...มันไม่มีใครดีพร้อมเลยในกรณีนี้

- anticoagulants ก็ไป start ที่ 2 wks หลังจาก stroke เช่นกัน

- antihypertensive drugs EBM ค่อนมาทาง HCTZ นะ

- antilipid ก็ statins


บางส่วนก๊อปเค้ามา
Expert Opin. Pharmacother. (2009) 10(6):955-966

บันทึกการเข้า
เด็กชายสมันตภัทร แฟนคลับอาจารย์กวง
รุ่นเก้าเรารักกัน
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2,135



« ตอบ #29 เมื่อ: ตุลาคม 24, 2011, 12:35:56 AM »

Management of diuretic resistant
- Loop diuretics ออกฤทธิ์ที่ ascending loop of Henle
site นี้เป็นจุดที่มีการดูดกลับ Na+ ได้ประมาณ 25% ของที่ถูกกรองออกมาทั้งหมดนะครับ
- spec ลงไป ก็คือตรง Na+ - K+ - Cl- Channel
เอาสามอิเลคโตรไลต์นี้เข้ามา แต่สุดท้าย K+ จะเสียไปทาง K+ channel
เพื่อแลกเอาตัวอื่นที่มีประจุบวกเข้ามาแทน เช่น Mg++, Ca++ เป็นต้น
- ปกติร่างกายเราสร้าง urine ได้นาทีละ 0.5-1 mL/min (ไตยังดี)

การรักษา volume overload
เป้าหมายคือ urine output 0.5-1.0 mL/kg/hr (คิดแมวๆ คือได้อย่างน้อยครึ่งนึงของน้ำหนักตัว)
ช่วงแรกๆ ที่น้ำเกินเยอะ urine มันก็มักจะออกเยอะ แต่พอไปได้ไม่นาน intravascular volume ลดลง (effective volume)
ร่างกายจะเริ่ม fight ทำให้ประสิทธิภาพลดลง เช่น กระตุ้น RAAS เป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องการเกิด hypotrophy ของท่อไตส่วนปลาย เพิ่มการดูดกลับ sodium คืน สุดท้ายก็นำไปสู่การเกิด diuretic resistant

การแก้ไขก็ทำได้หลายอย่าง
1. PO --> IV
furosemide มี F=0.5 การเปลี่ยนจาก PO เป็น IV ในขนาดเท่ากัน ก็เหมือนการเพิ่มขนาด 2X
นอกจากนี้ IV มี onset เร็วกว่า duration ก็สั้นกว่า การปรับขนาดตามการตอบสนองเลยง่ายและเร็วกว่า

2. PO วันละครั้ง มาเป็น 2 ครั้ง
ยากินก็ไม่ได้ออกฤทธิ์ยาวมากนะ furosemide ได้แค่ 4-6 ชั่วโมงเอง
พอยาหมดฤทธิ์ ร่างกายก็ดูดกลับน้ำและเกลือได้เต็มที่ไม่มีใครมาขัด
การบริหา่รเป็น BID ช่วยลดระยะเวลาที่ไม่มียาในร่างกาย

3. Add ไปอีกสักตัว
ถ้าจะเลือก คงเลือก HCTZ เพราะ onset เร็วกว่า spironolactone เห็นๆ
นอกจากนี้ site ของ HCTZ มีการดูดกลับของเกลือมากกว่าด้วย
การ add ไปอีกตัวยังได้ข้อดีคือเนื่องจาก HCTZ ออกฤทธิ์นาน ดังนั้นจึงได้ืำทำข้อสองไปด้วยในตัว

4. Continuous drip
อันนี้ก็เป็นการทำข้อสองไปด้วยในตัว อย่างไรก็ตาม มีหนึ่งอย่างที่ต้องระวังคือ
ควรมีการ bolus dose ด้วย เพราะว่า onset ของวิธีการนี้ อาจจะนานถึง 3 ชั่วโมงได้

5. อย่าลืมเช็คเีืรื่องการจำกัดเกลือด้วยนะ

บางส่วนก๊อปเค้ามาว่างๆ ลองไปตามอ่าน
Am J Health-Syst Pharm. 2009; 66:1635-40
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 24, 2011, 12:38:36 AM โดย สมันตภัทร » บันทึกการเข้า
เว็บบอร์ดเภสัช มน. รุ่น 9
   

 บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: