หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ผลจากการมีส่วนร่วมของเภสัชกรในการราวด์วอร์ด[งานวิจัย]  (อ่าน 7082 ครั้ง)
Rachanont
Administrator
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2,023


Where there's a will, there's a way


เว็บไซต์
« เมื่อ: กันยายน 10, 2011, 09:12:51 PM »

จากที่ผ่านมา เค้าได้แต่ขอเปเปอร์ไปอ่านเพื่อทำงานอยู่ฝ่ายเดียว ไม่ค่อยได้กลับเอามาแชร์ให้เพื่อนๆ ครั้งนี้ถึงจะเป็นเปเปอร์ที่เค้าหาเอง แต่ก็อยากเอามาแชร์ให้เพื่อนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน โดยเค้าจะพยายามทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมได้ง่ายที่สุด โดยการแปลให้เกือบทั้งหมด เพื่อนๆ จะได้ไม่ต้องเสียเวลา เข้ามาแลกเปลี่ยนได้เลย โดยงานวิจัยที่เลือกมาครั้งนี้เป็นงานวิจัยของรพ.ชุมชนในอเมริกา (อเมริกาก็มีรพช.นะเออ) ที่ต้องการศึกษาว่าเภสัชกรจะมีส่วนร่วมกับการราวด์วอร์ดอย่างไรให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด และมีประสิทธิภาพแค่ไหน

ครั้งนี้เค้าจะทดลองการเขียนแบบดรามาแอดดิคแต่อาจไม่สนุกเท่าเพราะเหมือนแค่ตัดแปะ แต่ก็พยายามให้การร่วมอ่านเปเปอร์ครั้งนี้น่าเบื่อน้อยลงซักนิดก็ยังดี เชิญรับชมได้เลยครับ (ผู้ที่ต้องการพิมพ์ออกมาอ่าน สามารถดาวน์โหลดไฟล์ pdf ด้านล่างไปพิมพ์ได้เลยครับ)

ปล. ผู้ที่อยากมีส่วนร่วมแต่ไม่ได้เป็นสมาชิก รบกวนสมัครสมาชิกและส่งเมล์แจ้ง user หรือเมล์ที่ใช้สมัครมาที่ lastelixer (at) gmail.com แล้วผมจะเปิดแอคเคาท์ให้ครับ

*  (1285 KB - ดาวน์โหลด 948 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 11, 2011, 04:19:23 PM โดย Rachanont » บันทึกการเข้า

Rachanont
Administrator
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2,023


Where there's a will, there's a way


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 11, 2011, 10:10:28 AM »

การศึกษานี้มีชื่อว่า The Impact of a Pharmacist’s Participation on Hospitalists’ Rounds (2010) - Hospital Pharmacy.
ดาวน์โหลดได้ที่ http://thomasland.metapress.com/content/x322572353543102/

remark: for study 's owner you can sent  takedown notice to me at lastelixer (at) gmail.com



ผู้ทำการศึกษาบอกว่าที่อมเริกามีเภสัชกรโรงพยาบาลกว่า 50000 คน และงานคลินิกก็ขยายตัวมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี1980 งานคลินิกที่ทำกันมาก็มี การราวน์วอร์ดกับทีมสหวิชาชีพ ทำ med reconcile เตรียม TPN ประเมินการใช้ antibiotic และประเมินการใช้ยาทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้นคือมีการขยายเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเช่น Oncology, pediatrics, transplant, cardiology และ internal medical หรือ hospitalist practice

อ้างถึง
Hospitalist คำนี้บางคนอาจจะไม่คุ้น คำแปลง่ายๆ คือแพทย์ที่ฝึกมาสำหรับราวน์วอร์ดโดยเฉพาะไม่เหมือนกับ physician ที่เป็นหมอทั่วไป เป็นการแบ่งความเฉพาะทางตาม setting แทนที่จะแบ่งตามกลุ่มโรค (เช่น oncology) อายุ (เช่น pediatrics) หรืออวัยวะ (เช่น cardiology) อย่างที่เราคุ้นเคย ที่อเมริกาพึ่งจะมีการฝึกด้านนี้มาได้ 10 กว่าปีเอง (มี pocket book ด้วย)

กลับมาที่เนื้อหาต่อ เขาบอกว่าการศึกษาที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่างานเภสัชกรรมคลินิกช่วยให้การดูแลผู้ป่วยดีขึ้น และยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยการศึกษาหนึ่งของ Schumock et al พบว่าทุก $1 ที่ลงทุนไปในงานเภสัชกรรมคลินิก จะทำให้ประหยัดเงินได้ถึง $4



อีกการศึกษาหนึ่งของ Kucukarslan SN แสดงให้เห็นว่าเภสัชกรช่วยลด preventable ADE ได้ถึง 70% เมื่อร่วมราวน์วอร์ดกับทีม

Hospitalist มีการเพิ่มมากขึ้นเรื่อยจาก 16,000 คนในปี 2005 ได้เพิ่มเป็น 20,000 คนในปี 2008 คิดเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 25% ใน 3 ปี ทาง ASHP และ SHM จึงกำหนดข้อตกลงในการทำงานร่วมกันของเภสัชกร กับแพทย์ที่ราวน์วอร์ดขึ้นมา และการศึกษานี้ก็ทำขึ้นมาเพื่อดูว่าการ่วมมือกันนั้นทำให้เกิดประโยชน์กับผู้ป่วยมากน้อยแค่ไหน ใน setting อย่างโรงพยาบาลชุมชน

ต่อไปเป็นวิธีการศึกษานะ การศึกษานี้เกิดขึ้นที่ Piedmont Hospital,Atlanta,GA รพ.ขนาด 500 เตียง (นี่นะรพช. ถ้าเป็นบ้านเราก็รพท. ชัดๆ) ที่นี่มีเภสัชกรคลินิก 8 คน เภสัชกรประจำบ้านปี1 2 คน และเภสัชกรอีก 40 คน ที่รพ.นี้จ้าง hospitalist ไว้ 19 คน โดยแพทย์แต่ละคนจะรับผิดชอบผู้ป่วยใน 15 – 25 เตียงต่อวัน และทำหน้าที่ admit ผู้ป่วยที่แผนกฉุกเฉินด้วย ผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลโดย hospitalist ทุกคนจะถูกคัดเข้าการศึกษานี้



การศึกษานี้ใช้เวลา 4 สัปดาห์ วัตถุประสงค์หลักคือการวัดว่าเภสัชกร 1 คน จะมี intervention ได้เท่าไหร่ และหาว่าการทำงานร่วมกับแพทย์แบบไหนจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด วัตถุประสงค์รองคือการประมาณว่าต้องใช้เวลาเท่าไหร่ในการทำงานร่วมกับทีมและผลลัพธ์ที่ได้กลับมาในแง่ของการช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายหลังจากให้ intervention ไป โดยคิดทั้งค่าใช้จ่ายที่วัดได้โดยตรง และค่าใช้จ่ายที่ประมาณจากการศึกษาอื่นที่ผ่านมา


เมื่อเริ่มต้นการศึกษา เขาได้ทำงานโดยเริ่มจาก การรีวิวข้อมูลการใช้ยาของผู้ป่วย ตามด้วยการราวด์วอร์ดร่วมกับแพทย์แบบไม่เป็นทางการ เพราะในขณะที่ทำการศึกษานั้นยังไม่มีการราวด์แบบทีมสหวิชาชีพ การราวด์จึงมีเพียงแพทย์กับเภสัชกรเท่านั้น โดยเภสัชกรจะให้ intervention ในขณะที่ราวด์กับแพทย์เลย

แต่หลังจากผ่านไป 2 สัปดาห์ได้มีการเปลี่ยนรูปแบบของการทำงานไป ได้มีการยกเลิกการราวด์วอร์ดพร้อมกับแพทย์เพราะทางผู้ทำการศึกษาได้ประเมินแล้วว่าเป็นการใช้เวลาไม่คุ้มค่า เพราะบทบาทของเภสัชกรในขณะที่แพทย์กำลังทำการตรวจร่างกายผู้ป่วยนั้นมีน้อย จึงได้มีการเปลี่ยนรูปแบบใหม่ให้เกิดการใช้เวลาที่คุ้มค่าขึ้น (ตรงจุดนี้ขอความเห็นจากผู้ทำการราวด์วอร์ดเป็นประจำหรือมีประสบการณ์ว่าเห็นด้วย หรือเห็นต่างอย่างไรครับผม) โดยยังคงรีวิวข้อมูลการใช้ยาของผู้ป่วย แต่เปลี่ยนไปให้ intervention ผ่านการเขียนสื่อสาร และติดตามผลตอบรับภายใน 24 ชั่วโมง

ความรับผิดชอบของเภสัชกรในงานนี้ได้แก่ การรีวิวข้อมูลการใช้ยาของผู้ป่วย ค้นหาและป้องกัน preventable ADEs ปรับขนาดยาตามสภาวะโรคหรือการทำงานของไต เฝ้าระวังการเกิด drug interactions ทำ discharge counseling เปลี่ยนรูปแบบยาจากยาฉีดเป็นยากิน แจ้งแพทย์ถึงภาวะที่ยังไม่ได้ทำการแก้ไขหรือให้ยา และสุดท้ายคือการทำ medication reconcile




การเก็บข้อมูลก็เก็บข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย แพทย์ที่รับผิดชอบ โรคหรือภาวะที่เป็นเหตุให้ admit การรักษาอื่น intervention ที่ให้ ประเภทของ intervention และการยอมรับจากแพทย์ เวลาที่ใช้ไปในทุกขั้นตอนตั้งแต่ รีวิวข้อมูลการใช้ยา ราวด์วอร์ดกับแพทย์ การติดตามผล ทั้งหมดนี้จะถูกบันทึกไว้ทุกวัน

การวิเคราะห์เรื่องค่าใช้จ่าย จะแยกเป็นค่าใช้จ่ายโดยตรง และค่าใช้จ่ายทางอ้อมที่ประหยัดได้จากการ interventions โดยค่าใช้จ่ายโดยตรงคิดจากผลต่างของค่ายาที่ประหยัดได้ เช่นการเปลี่ยนรูปแบบยาที่มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า เป็นต้น (คิดจากราคาทุน ณ ตอนนั้น)  กับค่าจ้างเภสัชกรคลินิกที่ทำงานนี้ ส่วนค่าใช้จ่ายทางอ้อม เช่นผลจากการทำ medication reconcile จะอ้างอิงจากการศึกษาอื่นที่ศึกษาเรื่องนี้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 11, 2011, 04:13:55 PM โดย Rachanont » บันทึกการเข้า

Rachanont
Administrator
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2,023


Where there's a will, there's a way


เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: กันยายน 11, 2011, 01:41:55 PM »




ทีนี้ก็มาถึงในส่วนของผลการศึกษาแล้ว เริ่มจากวัตถุประสงค์หลัก เมื่อ 4 สัปดาห์ผ่านไป ไวเหมือนโกหก มีผู้ป่วยได้ผ่านการรีวิวการใช้ยาโดยเภสัชกรกลุ่มนี้จำนวน 386 คน เกิด intervention ขึ้น 117 ครั้ง ประมาณแบบง่ายๆ ว่าผู้ป่วยทุก 3 คนจะเกิด intervention ขึ้น 1 ครั้ง

เมื่อแยกเป็นสองช่วง ช่วงแรกที่มีการราวด์ร่วมกับแพทย์ เภสัชกรรีวิวข้อมูลการใช้ยาผู้ป่วยได้ 135 ราย และเกิด intervention ขึ้นระหว่างราวด์ 58 ครั้ง โดยแพทย์ยอมรับถึง 93% (54 จาก 58 ครั้ง)

ช่วงที่สองที่ไม่มีการร่วมราวด์กับแพทย์ เภสัชกรรีวิวข้อมูลการใช้ยาผู้ป่วยได้ 251 ราย และเกิด intervention ขึ้น 59 ครั้ง โดยการยอมรับของแพทย์ลดลงจากช่วงแรกเหลือเพียง 76% (45 จาก 59 ครั้ง)



จากรูปที่ 1 จะเห็นว่า interventions ส่วนใหญ่เป็นการป้องกัน preventable ADEs ถึง 53 ครั้ง



จาก 53 interventions ในรูปที่ 1 จะแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ย่อยตามรูปที่ 2 นี้จะเห็นว่าส่วนใหญ่เป็นการให้ interventions ในส่วนของการให้ยาซ้ำซ้อน รองลงมาเป็นการเสนอแนะให้หยุดยาและการปรับขนาดยาดังรูป โดยการเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นหลังจากปรึกษากับแพทย์แล้ว มีเพียงส่วนน้อยที่เภสัชกรจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบยา Esomeprazole จากแบบฉีดเป็นแบบกินเลยโดยไม่ปรึกษาแพทย์ (ซึ่งเป็นสิ่งที่เภสัชกรสามารถทำได้ตามข้อตกลงของ PTC Piedmont Hospital)

ตรงจุดนี้เป็นจุดที่น่าสนใจอีกจุดหนึ่ง ตรงที่งานบางอย่างที่ตกลงกันได้แต่แรกอาจลดเวลาและขั้นตอนในการทำงานได้โดยให้สิทธิ์กับเภสัชกรในการทำได้เลยเช่นการสั่งตรวจแลบที่จำเป็น หรือการเปลี่ยนรูปแบบยาอย่างในการศึกษานี้ แต่ก็ขอย้ำว่าต้องตกลงกันให้ดีแต่แรก เพราะอาจกลายเป็นก้าวก่ายในการทำงานกันแบบไม่ตั้งใจได้



มาต่อในส่วนของวัตถุประสงค์รอง ในช่วงแรกเภสัชกรจะรีวิวข้อมูลการใช้ยาได้เพียง 15 – 20 คนต่อวัน เมื่อเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็นดังช่วงที่สอง เภสัชกรสามารถรีวิวข้อมูลการใช้ยาได้เพิ่มมากขึ้นถึง 25 – 30 คนต่อวัน (เวลาที่ใช้ในการรีวิวการใช้ยานี้รวมถึงขั้นตอนอื่นๆ ที่ตามมาหลังการรีวิวด้วยคือการ intervention และการติดตามผล)



จาก interventions  117 ครั้ง ถูกนำมาใช้ในการประมาณค่าใช้จ่ายโดยตรง 64 ครั้ง ตามที่ระบุไว้ในตารางที่  1

โดยช่วงแรก (ราวด์กับแพทย์) สามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายโดยตรงได้ $1341 คิดเป็น $56 ต่อ intervention 1 ครั้ง
และช่วงที่สอง(ไม่ราวด์วอร์ด) สามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายโดยตรงได้ $2559 คิดเป็น $64 ต่อ intervention 1 ครั้ง (มากกว่านิดนึง แต่ไม่ได้เทียบว่ามีนัยสำคัญทางสถิติหรือเปล่า)




ค่าใช้จ่ายโดยตรงที่ประหยัดได้ตลอดการศึกษานี้คือ $61 (ประมาณ 1830 บาท) ต่อชั่วโมงทำงาน 1 ชั่วโมงของเภสัชกร เมื่อประมาณคร่าวๆ ว่าค่าจ้างเภสัชกรเท่ากับ $45 (ประมาณ 1350 บาท) ต่อชั่วโมง จะเห็นว่าทุกชั่วโมงที่เภสัชกรทำงาน โรงพยาบาลจะได้เงินกลับคืนมาถึง $16  (ประมาณ 480 บาท) คุ้มปะละ

จบค่าใช้จ่ายโดยตรงไปแล้ว ต่อไปเป็นค่าใช้จ่ายทางอ้อมที่จะคำนวณจากอีก 47 interventions ที่เหลือ โดยใช้ค่าที่การศึกษาอื่นแสดงไว้มาช่วยคำนวณ



โดยช่วงแรก (ราวด์กับแพทย์) สามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ $31930 คิดเป็น $1995 ต่อ intervention 1 ครั้ง
และช่วงที่สอง(ไม่ราวด์วอร์ด) สามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ $69840 คิดเป็น $2253 ต่อ intervention 1 ครั้ง (มากกว่าค่อนข้างเยอะแต่ไม่ได้เทียบว่ามีนัยสำคัญทางสถิติหรือเปล่าเช่นเคย)

ส่วน interventions ที่เหลืออีก 6 ครั้งคือ การทำ discharge counseling และ ให้ข้อมูลยากับแพทย์ ที่มีการศึกษาบ่งชี้ว่าช่วยลด readmission rate และเพิ่ม medication compliances ได้ แต่ยากในการนำมาคำนวณค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้ จึงไม่ถูกนำมาคิดด้วย

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 11, 2011, 04:14:22 PM โดย Rachanont » บันทึกการเข้า

Rachanont
Administrator
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2,023


Where there's a will, there's a way


เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: กันยายน 11, 2011, 03:04:23 PM »



ใกล้จะจบแล้ว ต่อในส่วนของ discussion กันเลย

ณ ขณะนี้ที่อเมริกายังไม่มี novel concept ของการทำงานร่วมกันระหว่างแพทย์กับเภสัชกรบนวอร์ด หลายโรงพยาบาลมีเภสัชกรร่วมราวด์วอร์ดเป็นส่วนหนึ่งของทีมสหวิชาชีพแล้ว ในขณะที่โรงพยาบาลที่ทำการศึกษานี้ก็มีเภสัชกรร่วมราวด์ในบางหน่วยเช่น ศูนย์เปลี่ยนถ่ายอวัยวะ ศูนย์โรคหัวใจ และศูนย์ผู้ป่วยวิกฤติ จากความตั้งใจที่จะขยายงานเภสัชกรรมคลินิก ณ โรงพยาบาลชุมชนแห่งนี้ จากการเพิ่มขึ้นของแพทย์ประจำวอร์ด และความต้องการเภสัชกรคลินิก

คำแนะนำส่วนใหญ่ของเภสัชกรในการศึกษานี้คือ การเปลี่ยนขนาดยา และการเพิ่มยา. และ intervention ส่วนใหญ่ก็นำไปสู่การป้องกัน preventable ADEs จากการได้ยาซ้ำซ้อน. การได้ยาซ้ำซ้อนส่วนใหญ่จะถูกตรวจพบก่อนให้ยากับผู้ป่วย แต่อย่างไรก็ตามได้มีผู้ป่วยรายหนึ่งได้รับ ASA 325 mg 2 ครั้งในวันเดียวกัน แต่ก็ไม่ทำให้เกิดอันตรายกับผู้ป่วย (แต่ถ้าเกิดเขาจะเขียนบอกแบบนี้มั้ยนะ) ส่วน intervention ที่ให้บ่อยอันดับสองและสามคือ การเสนอแนะให้หยุดยาที่ไม่จำเป็น และการเสนอแนะให้ปรับขนาดยา    



การตรวจพบ medication error ก็มีเหมือนกับ ที่พบในการศึกษาอื่นๆ ทำให้เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ควรมีเภสัชกรทำงานร่วมกับแพทย์ และสิ่งสำคัญที่การศึกษานี้ และการศึกษาอื่นที่ผ่านมาค้นพบคือ ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นจากการร่วมดูแลผู้ป่วยโดยเภสัชกร ถึงแม้การศึกษานี้จะไม่ได้ออกแบบมาเพื่อวัดผลลัพธ์นี้ แต่ก็สามารถอ้างอิงผลจากการศึกษาที่ผ่านมาที่มีการดูแลในรูปแบบใกล้เคียงกันว่า งานเภสัชกรรมคลินิกไม่เพียงช่วยลดวันนอน แต่ยังช่วยลดอันตรายที่เกิดกับผู้ป่วยได้ด้วย เพราะเป้าหมายสูงสุดของเภสัชกรคือ ตรวจหา medication error ที่อาจเกิดขึ้นเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับความปลอดภัยมากที่สุด และได้รับผลการรักษาจากยามากที่สุด



อย่างที่บอกไว้ในตอนแรก ว่าช่วงที่สองของการศึกษามีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเภสัชกร เนื่องที่รพ.นี้ปกติแล้วแพทย์มักจะราวด์เพียงคนเดียว และในบางครั้งอาจจะมีพยาบาลประจำวอร์ดมาร่วมราวด์ด้วย (ซึ่งใกล้เคียงกับการทำงานของแพทย์ในรพช.ของบ้านเรา)

ข้อดีของการที่เภสัชกรราวด์ร่วมกับแพทย์คือ สามารถให้ intervention ในขณะที่แพทย์กำลังตรวจร่างกายผู้ป่วยหรือกำลังสั่งยาได้เลย แต่อย่างไรก็ตามบทบาทของเภสัชกรขณะที่แพทย์กำลังตรวจร่างกายผู้ป่วยนั้นมีน้อยจนอาจไม่จำเป็นเลยก็ได้

ถึงแม้ว่าผลการศึกษาจะแสดงให้เห็นว่าอัตราการยอมรับของ intervention ที่ให้กับแพทย์ขณะราวด์จะสูงมาก ซึ่งตรงนี้อธิบายได้ง่ายๆ ว่า ณ ขณะนั้นเภสัชกรมีเวลาที่จะพูดคุยทำความเข้าใจกับแพทย์ถึง intervention ที่ให้ไป ในขณะที่ intervention ผ่านการเขียนสื่อสารในช่วงที่สอง อาจตกหล่น หรือถูกมองข้ามไปเพราะไม่เด่นพอ และการดีเลย์ที่เกิดขึ้นหลังจากเขียนคำแนะนำไปจนถึงเวลาที่แพทย์เห็นคำแนะนำนั้น อาจทำให้ความผิดพลาดเกิดขึ้นกับผู้ป่วยก่อนที่จะได้ทำการป้องกันความผิดพลาดนั้น คำแนะนำที่ไม่ได้รับการตอบรับภายใน 24 ชั่วโมงจึงถือว่าถูกปฏิเสธทั้งหมด

แต่ๆๆๆ สิ่งที่คาดไม่ถึงกลับเกิดขึ้น นั่นคือรูปแบบการทำงานช่วงที่สองกลับช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายทั้งโดยตรง และทางอ้อมให้กับโรงพยาบาลได้มากกว่าช่วงแรกมากๆ
หลังจากการศึกษานี้ดำเนินไป

ในทางทฤษฎีแล้วแพทย์จะต้องใช้เวลาพินิจพิเคราะห์ผู้ป่วยมากขึ้น ก่อนที่เภสัชกรจะได้ทำการรีวิวการใช้ยา เพื่อให้เภสัชกร intervention ได้น้อยลง ซึ่งถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่ดีจากการทำงานร่วมกันของแพทย์กับเภสัชกร ซึ่งอาจส่งผลให้ความจำเป็นของเภสัชกรลดลง

แต่จากข้อมูลการเข้าออกของแพทย์ในส่วนนี้ที่สูงถึง 9 – 12% ต่อปี ทำให้มีแพทย์ใหม่ๆ เข้ามาตรงส่วนนี้ได้ตลอด ทำให้ความจำเป็นของเภสัชกรที่คิดว่าจะลดลง อาจจะไม่ลดลงอย่างที่คิดก็ได้ เพราะเภสัชกรจะเป็นกำลังสำคัญของแพทย์ใหม่ๆ ที่เข้ามาตรงส่วนนี้เสมอ
(ถ้าเป็น รพช. บ้านเราก็มีแพทย์ใช้ทุนเข้ามาเปลี่ยนอยู่ตลอดเช่นเดียวกัน)



จากช่วงระยะเวลา 4 สัปดาห์ของการศึกษาบ่งชี้ว่า การร่วมมือกันระหว่างเภสัชกรกับแพทย์ประจำวอร์ดสามาถช่วยเพิ่มคุณภาพการดูแลผู้ได้ผ่านการ intervention เรื่องการใช้ยา เภสัชกรสามารถรีวิวข้อมูลการใช้ยาผู้ป่วยได้ถึง 386 ราย ให้ interventions ได้ถึง 117 ครั้ง ถึงแม้ว่าความเชื่อมโยงของการให้ intervention กับการดีขึ้นของผู้ป่วยสามารถหาได้ แต่มันก็อยู่นอกเหนือวัตถุประสงค์ของการศึกษานี้ที่จะต้องหาว่า วันนอนลดลงไปเท่าใด อันตรายที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยลดลงไปมากแค่ไหน เพราะการศึกษานี้ต้องการวัดว่าในแง่ของการประหยัดค่าใช้จ่ายแล้วเภสัชกรช่วยได้ขนาดไหน

วิธีที่ดีที่สุดในการทำงานอาจสรุปไม่ได้ในการศึกษานี้ เมื่อเภสัชกรร่วมราวด์ในสองสัปดาห์แรก มีผู้ป่วยได้รับการรีวิวการใช้ยาน้อยกว่า แต่ได้รับ interventions พอๆ กัน และการยอมรับยังสูงกว่าด้วย ดังนั้นการผสมผสานของทั้งสองวิธีอาจจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด เพราะนอกจากได้อัตราการยอมรับที่สูงแล้วยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้เยอะด้วย โดยการผสมผสานอาจจะเป็นการราวด์ 2 – 3 วันต่อสัปดาห์สลับกับการรีวิวข้อมูลการใช้ยา หรือราวด์กับแพทย์เพียงวันละครั้งในช่วงเช้าเพื่อให้ intervention สลับกับการรีวิวการใช้ยาในช่วงบ่าย แทนที่จะราวด์พร้อมแพทย์ทุกครั้งก็ได้

สรุปจากการศึกษานี้ เภสัชกรสามารถค้นพบปัญหาและให้ interventions ได้มาก และ interventions เหล่านี้ยังช่วยให้โรงพยาบาลประหยัดเงินได้อีกไม่ใช่น้อยเลย

ใครที่อ่านได้จนถึงตรงนี้ เราขอแสดงความยินดีด้วย เพราะคนแปลยังเหนื่อยเลย คนอ่านก็ต้องเหนื่อยไม่แพ้กันเชื่อได้

ส่วนใครจะแสดงความคิดเห็นก็เชิญได้เลยครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 11, 2011, 04:14:45 PM โดย Rachanont » บันทึกการเข้า

เว็บบอร์ดเภสัช มน. รุ่น 9
   

 บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: