หน้า: 1 [2]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: Do You Have A Dream  (อ่าน 15778 ครั้ง)
Kiki
One United Man United
Global Moderator
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 587


Kwangmoo


เว็บไซต์
« ตอบ #15 เมื่อ: มิถุนายน 15, 2010, 06:18:06 PM »

เข้ามาดู  Embarrassed
บันทึกการเข้า

Rachanont
Administrator
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2,023


Where there's a will, there's a way


เว็บไซต์
« ตอบ #16 เมื่อ: มิถุนายน 15, 2010, 08:26:18 PM »

แหงน: ไม่ได้น้อยใจซะหน่อย

บอนน์: เค้าก็เคยคิดทำเพื่อวิชาชีพนะ เพื่อนๆ ทุกคนก็คงคิดเหมือนกัน แต่คนที่จะทำจริงๆ อย่่างบอนน์อาจจะมีไม่มาก ไม่อย่างนั้นตั้งแต่ช่วงที่เราเริ่มเรียนจนถึงตอนนี้น่าจะมีความเปลี่ยนแปลงมากกว่านี้ สาเหตุเรื่องนี้เค้าเคยเขียนถึงไปบ้างแล้ว ส่วนหนึ่งเพราะพวกเรายังมีภาระต้องทำเพื่อตนเอง กับคนที่รักอยู่ (หาเงินเลี้ยงตนเอง และครอบครัว) เลยไปไม่ถึงขั้นที่ต้องการทำเพื่อคนอื่น (ซึ่งการทำเพื่อวิชาชีพ ออกจะเป็นการทำเพื่อคนอื่นมากกว่าทำเพื่อตนเอง) บางส่วนก็รอการเปลี่ยนแปลงจากข้างบน (aka กระทรวงสาธารณสุข, สภาเภสัชกรรม) ซึ่งเป็นไปได้ช้า และไม่ตรงกับความต้องการของเรา   

ส่วนเรื่องโดนดูถูกจากวิชาชีพอื่นนี่ เค้าไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเราเองก็ดูถูกกันเองด้วยหรือเปล่า เพราะอย่างที่แหงนเคยบอกไว้ ถ้าคนอื่นมาว่าเราว่าชอบกินหญ้า แล้วเราจะต้องกลายเป้นวัวอย่างที่โดนว่ามั้ย

เค้าว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับวิชาชีพเราไม่ใช่เรื่องการดูถูกหรอก น่าจะเป็นการไม่เข้าใจมากกว่า

- คนไข้ไม่เข้าใจว่าเภสัชกรคือใคร มีหน้าที่อะไร สำคัญอะไรกับโรงพยาบาล และการเจ็บป่วยของพวกเขา นอกจากเป็นเจ้าหน้าที่จัดยา จ่ายยา ให้พวกเขา
- บุคลากรอื่นเช่น แพทย์ พยาบาล บางทีก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเราทำอะไรได้นอกจากจัดยา จ่ายยา ดูคนไข้แพ้ยา อธิบายการใช้ยาเทคนิคพิเศษ ผสมยาเคมีบำบัด ผลิตยาบางตัว ช่วยดูแลคนไข้เบาหวาน ความดัน วอร์ฟาริน ฯลฯ ทำไมงานดูสบายจัง
- พวกเราเภสัชกรเอง บางทีก็คิดว่าเราควรทำงานมากกว่าจัดยา จ่ายยาด้วยหรอ จำเป็นต้องไปราวน์วอร์ดหมอกับหมอด้วยหรอ หมอเค้าจะเชื่อเรามั้ย เรามีความรู้พอมั้ย กลัวโดนถามคำถามเรื่องยา (ถ้าเราไม่ตอบ แล้วใครจะตอบ) อยู่แบบทุกวันนี้ก็สบายดีอยู่แล้ว ทำงานคลินิกจะได้ค่าตอบแทนเพิ่มมั้ย ไปเรียนต่อกลับมาจะได้เงินเพิ่มมั้ย ถ้าไม่ได้ขอทำเหมือนเดิมแล้วกัน

ดังนั้นการจะแก้ปัญหานี้ ต้องดูก่อนว่าโจทย์ของเราคืออะไร โจทย์ของแต่ละคนเหมือนกันมั้ย (แค่เค้ากับบอนน์ก็ไม่เหมือนกันแล้ว) แล้วอีกอย่างพวกเราก็มีการร่วมมือกันน้อยเกินไป ไม่ค่อยได้คุยกัน ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากระบบสารสนเทศที่ล้ำกว่าในอดีตมาก ซึ่งเรื่องการเชื่อมโยงกันอาจารย์มังกรก็เคยบอกไว้ว่าวิชาชีพเรามีการเชื่อมโยงกันน้อยไป แล้วพวกเราก็ต่างคน ต่างทำ สุดท้ายก็เหนื่อย แล้วก็ท้อ ก็เลยไปไม่ถึงไหน

รศ. ดร. เฉลิมศรี ภุมมางกูร ก็เคยเขียนไว้ในหนังสือว่า การบริบาลเภสัชกรรม คือการทำเพื่อวิชาชีพเภสัช ถ้าทำเพื่อคนไข้ต้องเรียกว่าการบริบาลทางเภสัชกรรม ดังนั้นโจทย์ของเค้าคือทำอย่างไรให้คนไข้ได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะคนไข้มีเป็นสิบล้านคน ในขณะที่การทำเพื่อวิชาชีพ เป้นการทำเพื่อคนเพียงหมื่นกว่าคน ถ้าคนหมื่นกว่าคนนี้ได้ประโยชน์แล้ว คนไข้อีกเป้นสิบล้านจะได้ประโยชน์มากขึ้นหรือ คนหมื่นกว่าคนกำลังต่อรองการดูแลที่เหมาะสมให้คนไข้กับความพึงพอใจทางวิชาชีพตนเองกันอยู่หรือ

ถ้าไม่ใช่ เค้าก็ขอเลือกทำเพื่อคนไข้ดีกว่า ความภูมิใจในวิชาชีพบางทีก็เป็นแค่เปลือก แต่มันไม่ได้ลดคุณค่า ลดความสามารถพวกเรา เพราะคนที่จะลดคุณค่า ลความสามารถเราได้ก็คือตัวเราเอง ไม่แน่นะถ้าเราเพื่อคนไข้มากๆ บางทีคนไข้นี่แหละจะเป็นคนที่ทำให้ทุกคนเห็นคุณค่าของวิชาชีพเรา (จำกฎของการให้ต่อได้มั้ย ให้ต่อๆ กันไปสุดท้ายจะย้อนกลับมาหาเราเอง)

แต่อย่างไร เค้าก็เคารพความคิดเห็นที่แตกต่างนะ ไม่มีวิธีที่ผิด หรือวิธีที่ถูก มีแต่วิธีที่เราเชื่อมั่น และอยากจะทำ บอนน์ก็ทำตามหนทางของบอนน์ ส่วนเค้าก็ทำตามหนทางของเค้า เพราะสุดท้ายแล้วจุดหมายของเราสองคนก็เหมือนกันคือทำเพื่อคนไข้ ถ้ามีอะไรที่เค้าช่วยได้ก็บอกนะ

โอ๋: ขอบคุณสำหรับกำลังใจ แต่โอ๋ยังไม่ได้ตอบคำถามเค้าเลยนะ

กวาง: สำหรับแก ถึงเข้ามาดูก็ให้หนังสือเฟ้ย
 
บันทึกการเข้า

Horus
รุ่นเก้าเรารักกัน
Full Member
*****
เพศ: หญิง
กระทู้: 144


*Horus*Jom* ^v^


« ตอบ #17 เมื่อ: มิถุนายน 16, 2010, 09:25:50 PM »

ความฝันหรอ.......

    จำไม่ได้แน่ชัดว่าตอนเด็กๆมีความฝันอะไรมั้ย ไม่เคยมีความรู้สึกอยากทำอาชีพอะไรมากเป็นพิเศษ รู้แต่ว่าตัวเองเรียนทางภาษาเก่งและเป็นเร็ว ตอน ม.ปลาย เลยคิดอยากเรียนด้านภาษา อยากพูดได้หลายๆภาษา แต่ความฝันอันแรกนี้ถูกสกัดทันทีด้วยคุณมารดาที่เรียนมาทางด้านนี้โดยตรงและบอกเราว่ามันเหนื่อยและหาเงินยาก ด้วยความเชื่อในมารดาเลยยุติความฝันนั้น และตั้งใจเรียนด้านวิทย์มากขึ้น เพราะอยากเป็นสัตวแพทย์ ด้วยความรักสัตว์ของเราเอง แต่...มาค้นพบในเวลาต่อมาว่า ตูข้านี้มีสัตว์ที่กลัวและเกลียดมากว่าสัตว์ที่ชอบ (สัตว์ขนปุกปุย only) นี่หว่า เหอๆ เลยคิดผิดคิดใหม่ ขณะนั้นพระมารดาก็พร่ำปลูกฝัง อยากให้เรียนเภสัช เนื่องด้วยเหตุผลว่า ทำงานในห้องแอร์นะลูก น่าจะสบาย!!! ไอ้เราก็ เออ..จิงว่ะ เลยสนจายยย เหตุการณืดำเนินไปจนสอบโควต้า เลือกเภสัชอันดับเดียวเลย กะว่าไม่ติดจะเข้าเมืองกรุง เรียนทางศิลป์ไปเลย (ดื้อแม่) แต่สุดท้ายก็ติด  Smiley Smiley Smiley  แม่ดีใจมากจนไม่อยากทำลายความสุข she อ่ะ  Tongue สรุปก็เข้ามาเรียน และจบมาได้แบบพอผ่าน  Roll Eyes
    จากนี้ หลังจากเรียนจบ เอาล่ะสิ จะทำงานอะไรวะเนี่ย ตอนนี้น ตั๋ม เก๋า อิงค์ ชวนๆกันไปสมัครผู้แทน เลยไปด้วย ยังไม่รู้เลยว่าผู้แทนคืออะไรฟระ สุดท้ายดั๊นเข้าตากรรมการอยู่หลายบริษัท เลยดีใจที่เป็นที่ต้องการ กอปรกับอาชีพนี้ไม่ต้องใช้ความรู้อะไรมาก (มั้ง) เลยตกล่องปล่องชิ้น ได้งานนี้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบง่ะ  บริษัทแรกที่ทำคือ Roche  อยู่ๆไปก็ suffer ทนกับหัวหน้ามิได้ 555 แล้วช่วงนั้นโดนชักชวนเข้า Pfizer เลยได้มาขาย Lipitor ขายๆไป เออ..รวยดีจิง แต่...ขอละไว้ถึงเหตุผลที่ต้องลาออกนะ เพราะสุดจะทนจริงๆ  Shocked ต่อมาได้มีผู้ชายมาขอแต่งงาน เลยกะเกาะเค้ากิน  Embarrassed  หลังจากแต่งงานก็ลาออกจากผู้แทนด้วยกันทั้งคู่ มาเปิดร้านยาฉะนี้เอยยยย......
   
1. งานที่ทำอยู่ตอนนี้ เปิดร้านยาอยู่กัยสามีที่เลิฟ ถามว่าใช่มั้ย มันก็ใช่อ่ะนะ มีความสุขดี เงินน้อยกว่าผู้แทนแต่สบายใจกว่าล้านเท่าอ่ะ แล้วได้อยู่กับสามี มันก็ลงตัวดี มีเวลาให้กันตลอดวันตลอดคืน 555
2. ถ้างานที่ทำอยู่มันไม่ใช่แล้วคิดมั้ยว่าอยากเปลี่ยนไปทำอะไร  ข้อนี้ขอตอบเป็นอยากทำอะไรเพิ่มละกันนะ ตอนนี้อยากขายอาหารอะไรซักอย่างหน้าร้านน่ะ
3. ทำอะไรแล้วมีความสุข  ข้อนี้ขอตอบเป็นความฝันของสามี พี่ตั้นอยากเปิดคาร์แคร์เพราะเค้าชอบเรื่องรถ แต่งรถอะไรงี้ เลยคิดว่าถ้าในอนาคตเก็บเงินได้จะเปิดคาร์แคร์ อยากให้สามีมีความสุข ส่วนเราจะเปิดร้านอาหารหรือร้านกาแฟเล็กๆที่คาร์แคร์นั่นแหละ เพราะตอนนี้ชอบทำอาหารมากกกกกกกกกกก

      Grinสิริรวมทั้งชีวิตตอนนี้มีความสุขดี จะมีความสุขมากขึ้นถ้ามีลูกน้อยกลอยใจซักที เพื่อนๆช่วยกันลุ้น ช่วยกันให้กำลังใจเราด้วยเน้อออออ Grin
บันทึกการเข้า

BE my BEAR...
JInG+
รุ่นเก้าเรารักกัน
Sr. Member
*****
เพศ: หญิง
กระทู้: 321


JInG~* ผู้หญิง(ไม่)น่าเบื่อ*


เว็บไซต์
« ตอบ #18 เมื่อ: มิถุนายน 17, 2010, 12:08:28 PM »

เค้าเห็นด้วยกับความคิดเห็นของเติ้ลในหลายๆอย่างนะ อาทิ เช่น บางทีวิชาชีพเราก็ดูถูกกันเอง หรือแม้กระทั่งดูถูกตัวเอง หรือเปล่า?
หลายๆครั้งที่รู้สึกว่า เพื่อนร่วมงานวิชาชีพอื่นๆเค้าก็ให้เกียรติเราพอสมควรนะ ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับวิธีการสื่อสาร และทำความเข้าใจกันมากกว่า
สังเกตได้ว่า ถ้า connection ดีๆ ทำอะไรมันก็ง่ายไปหมด มีแต่คนพร้อมจะให้การสนับสนุน หรืออย่างน้อยๆก็ได้ทีมร่วมทำงาน

อ่านความฝันของจอม แล้วอมยิ้มอะ เขียนได้สนุก นึกภาพตามได้ทุก shot เลย น่ารักจัง ยินดีด้วยนะจ๊ะ กับความฝันที่เป็นจริงส่วนหนึ่งแล้ว
ขอให้มีน้องไวๆนะจ๊ะ

เป็นกำลังใจให้เพื่อนๆทุกคนนะ (รวมทั้งตัวเองด้วย ^^V)

ปล.เติ้ล เค้าขอจองหนังสือเติ้ล 5 เล่มเลยได้ป่าว จะเอาไปให้คนแถวนี้ด้วย >.<
บันทึกการเข้า

Keep smilling, be happy !! ^^
Rachanont
Administrator
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2,023


Where there's a will, there's a way


เว็บไซต์
« ตอบ #19 เมื่อ: มิถุนายน 17, 2010, 07:00:04 PM »

จอม: ขอให้มีลูกเร็วๆ นะ

เจ๊จิ๋ง: ถ้ารอได้เค้าก็ให้นะ หวังว่าจะได้ออกมาภายใน 10 ปีนี้ 555
บันทึกการเข้า

zokhung
Newbie
*
กระทู้: 1


« ตอบ #20 เมื่อ: มิถุนายน 18, 2010, 03:49:26 AM »

ขอตอบบ้างนะครับ ระหว่างรอคนไข้ ตอนนี้อยู่เวรดึก

      เมื่อตอนสมัยประถมอยากเป็นครู
      ตอนมัธยมอยากทำงานไปรษณีย์ (อะพูดเจงๆ) เนื่องจากชอบสะสมแสตมป์ แต่ก็ยังหาตัวตนไม่ได้ พอขึ้น ม.หก สอบโควตาแรก ติด สควค (คณิตศาสตร์) ของ มช. แต่ไม่อยากเรียนวิดยาเลย แล้วก็ไม่รู้ว่าจบคณิตศาสตร์จะมาทำงานอะไร อาจารย์แนะแนวบอกว่าให้หาเหตุผลมาว่าทำไมถึงสละสิทธิ์ (ตอนนั้นมีรุ่นพี่เรียนเภสัช มน) เลยบอกแกไปว่าจะเรียนเภสัช แล้วก็เลยต้องเลือกเภสัชอันดับหนึ่ง วิศวะอันดับสอง และมนุษ การท่องเที่ยงอันดับสาม (เลือกสเปะสะปะมาก) สุดท้ายโชคดี ดันติดเภสัช พ่อแม่ดีใจมาก แต่ก็ไม่ได้คิดจะเรียน จะสละสิทธิ์อีก ทีนี้โดนด่าเปิง ก็เลยต้องมารายงานตัวและเข้าเรียนในที่สุด
     เรื่องมันยังไม่จบ ลุงเขยรหัส พอเรียนมาปีสอง เริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่เลย แต่รู้สึกตัวช้าไปนิด ตอนนั้นไปทำฟัน ที่ รพ.ทันตกรรม มน นี่แหล่ะ แล้วเกิดปิ้งอยากเป็นทันตแพทย์มากๆ  เลยตั้งใจอ่านหนังสือ สอบเอนท์ใหม่ แต่ด้วยระยะเวลาอันสั้น คะแนนขึ้นมา 80-90 คะแนน ได้ 500 นิดๆ ไม่กล้าเสียงลาออก (เพราะอยู่ปีสองแล้วต้องลาออก ถึงจะยื่นคะแนนได้) ก็เลยยังได้เรียนต่อ
      พอเริ่มเข้าปีสาม (ป้ารหัส กะลุงเขยรหัส ทนอ่านอีกนิด) ความรู้สึกว่าไม่ชอบเภสัชมันมากขึ้นเรื่อยๆ จนเครียด hyper ขึ้น พ่อแม่ต้องบึ่งรถมาหาจากพิจิตรตอนตีหนึ่ง สรุปขอแม่เรียนสิ่งที่ชอบอีกอย่าง คือการท่องเที่ยว หลังจากที่อ้อนวอนมานาน เลยได้ไปเรียน คณะบริหารธุรกิจ การท่องเที่ยว ม.รามคำแหง ตอนปีสาม มาจบเอาตอนปี ห้าซัมเมอร์ สนุกมาก และชอบมาก จนอยากจะลาออกจากเภสัช เพราะการเรียนสองที่พร้อมกันมันเหนื่อยมาก ทั้งเรื่องการเดินทางขึ้นล่อง กทม การอ่านหนังสือ แต่สุดท้ายสงสารพ่อแม่ จนทนเรียนต่อจนจบ

1. งานที่ทำอยู่ตอนนี้ (เภสัชกรโรงพยาบาล ร้านยา ดีเทล อาจารย์ ฯลฯ) มันใช่หรือยัง
       ตอบ  ตอนนี้เป็นลูกชั่วอยู่ รพช ขนาด 120 เตียง (แต่ในความเป็นจริงแล้วมีประมาณ 200 เตียงอัพ) ประจำอยู่ IPD เนื่องจากไม่ชอบพูดมาก ไม่อยากทะเลาะกะคนไข้ (เหมือนป้ารหัสเลย) แต่ก็ไปทะเลาะกะพยาบาลแทน (เหมือนอีก) ความรู้สึกว่าถูกใจกว่าแต่ก่อนที่ทำงาน รพ.เอกชน แล้วลูกค้าคือพระเจ้า โดนลูกค้ายืนด่าหน้าเคาเตอร์ แล้วก็ทำอะไรไม่ได้ ทั้งที่ไม่ผิด..โดนพยาบาล ER เดินเข้ามาด่าถึงห้องยา ด้วยสาเหตุเขียนใบ error ให้ ทนไม่ได้เลย ลาออกมาอยู่ รพช
       งานหนักขึ้น แต่สบายใจมากขึ้น ได้ใช้ความรู้ที่เรียนมามากขึ้น (แม้จะมีเพียงน้อยนิด) ตอนนี้กำลังถูกผลักดันให้ขึ้นไปราวน์วอร์ด (ทั้งๆ ที่หมดราวไม่เป็นเวลา แทบจะพูดว่าราวน์ 24 hr เลยก็ว่าได้) กะลังเครียดอยู่ ด้วยความรู้แค่นี้ ประสบการณ์น้อยนิด ตอนฝึก MED ดันเลือก วารินชำราบ ไปเครียดโดยไม่ได้ความรู้เลย...
     ร่ายมาซะยาว ยังไม่ได้ตอบคำถามลุงเขยรหัสเลย ถามว่าตอนนี้มีความสุขไหม มีความสุขดี แต่ไม่ใช่เพราะงานที่ทำอย่างเดียว มันประกอบไปด้วยสิ่งอื่นๆ เช่น ค่าตอบแทน (ที่มากพอสมควร ไม่งั้นย้ายไปเป้น ขรก แล้ว) รพ.ที่ทำไม่เสียค่าใช้จ่ายมากนัก เนื่องจากเป็นปริมณฑล ค่าที่พักก็ฟรี ค่าน้ำค่าไฟฟรี เป็นชานเมืองไม่เจริญมากนัก แต่ก็ไม่กันดาร ทำให้ยังทำงานเก็บเงินต่อไป แต่ถามว่ามันใช่หรือยัง มันยังไม่ใช่ครับ
   
2. ถ้างานที่ทำอยู่มันไม่ใช่แล้วคิดมั้ยว่าอยากเปลี่ยนไปทำอะไร
     ด้วยการทำงาน ไม่รู้ว่าเหมือนพี่ๆ พูดไว้หรือเปล่าว่าเราชอบดูถูกอาชีพตัวเอง ผมอาจเป็นคนนึง เพราะความรู้สึกตอนนี้ทำอะไรไม่ได้มากเลย ทำงานไปวันๆ เคยได้ยินพยาบาลพูดว่า เภสัชสบาย จ่ายยาอย่างเดียว เภสัชก็เยอะ แต่ก็ยังจ่ายยาผิด..(ป้าด อยากเอาทีนลูบหน้าป้าพยาบาลจังเลย) คนไข้หลายคนก็ไม่รู้ว่ามีเภสัชไปทำไม (พี่ๆ บอกว่าก็เปิดบทบาทให้คนไข้ทราบสิ แต่พี่ครับทำคนเดียวมันเหนื่อยมาก ไม่มีใครช่วยเลย consult ไรแพทย์ก็ไม่ค่อยเชื่อถือ หรือเป็นเพราะอายุน้อยก็ไม่รู้ หรือว่าเราโง่เจงๆ แล้วก็เบื่อหมอที่สั่งยาผิดๆ จนมีความคิดว่า ถ้าวักวันฉันไปเป็นหมอ ชั้นจะทำอย่างโน่นอย่างนี้ จะเป็นหมอ med จะรู้เรื่องยาเยอะๆ ตอนนี้ก็คือ อยากเป็นหมอครับ แตไม่รู้ว่าจะทำมันสำเร็จไหม..
3. ถ้ายังคิดไม่ออกว่าจะเปลี่ยนไปทำอะไร ลองนึกดูสิว่าทำอะไรแล้วมีความสุขบ้างเช่น ดูหนัง ฟังเพลง อะไรก็ว่าไป
    ถ้าไม่ได้เป็นหมอ ก็คงไปเปิดร้านยาที่ไหนสักแห่ง แบบว่าอยู่เองทั้งวัน ตอนนี้สิ่งที่ช่วยทำให้มีความสุข คือ.."การเชียร์ น้องริท the star 6" เจงๆ นะ พี่จะว่า หรือใครจะว่าผมบ้า ก็ไม่เป็นไร แต่ตอนนี้มันมีความสุขมากๆ เจงๆ ผมเพิ่งเข้าใจเลยว่า ไอ้พวกที่ไปตามเชียร์ตามกรี๊ดดารามันเพราะอาไร เพราะตอนนี้ผมก็เป้นอยู่ ตามไปทุกที่ ที่ไปได้ ได้ซื้อซีดี ซื้อหนังสือทุกเล่มที่ขึ้นปก.. เพราะสิ่งที่เราทำ แฟนคลับทำให้ แล้วน้องได้รับรู้ มันก็ทำให้เรามีความสุข..แค่นี้ก็ทำให้มีกำลังใจทำงานต่อแล้วครับ..


ร่ายมาซะยาว หวังว่าคงไม่ขี้เกียจอ่านนะครับป้ารหัส ลุงเขยรหัส ( จากหลานบอย)
บันทึกการเข้า
Rachanont
Administrator
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2,023


Where there's a will, there's a way


เว็บไซต์
« ตอบ #21 เมื่อ: มิถุนายน 19, 2010, 01:34:38 AM »

น้องบอย: ขอบคุณที่ตอบคำถามพี่นะ เพราะถ้าเป็นพี่ตอนอยู่เวรดึกคงเอาเวลาว่างไปเล่นเฟซบุคซะมากกว่า (เพราะคนไข้มาเป็นระยะ รวบรวมสมาธิเขียนไม่ค่อยได้ พอคนไข้หมดก็อยากนอน)

เรื่องผลักดันขึ้นวอร์ดนี่คงเป็นเรื่องที่นิสิตหลักสูตร 6 ปี โดนพี่ๆ คาดหวังไว้ จึงยากที่จะหนีพ้น เราจึงควรจะคุยกับพี่ให้รู้เรื่องเลยว่าเรามีความสามารถแค่ไหน ทำอะไรได้บ้าง กังวลเรื่องอะไรในการขึ้นวอร์ด อยากให้พี่เค้าช่วยอะไร คุยกันเยอะๆ อย่าเก็บมาเครียดคนเดียว มันช่วยได้จริงๆ นะ ส่วนเรื่องความรู้นี้ไม่ต้องกังวลมาก เพราะเรื่องพวกนี้มันต้องค่อยๆ ฝึกฝน สะสมประสบการณ์ พอเราค้นข้อมูลบ่อยๆ ดูเคสมากๆ เดี๋ยวเราก็เก่งเอง คนที่เก่งเลยแต่แรกมีไม่มากหรอก พี่ที่เก่งๆ ก็ทำงานกันเป็น 10 ปีซะส่วนใหญ่

ส่วนเรื่องฝึกงานมันผ่านไปแล้ว อย่าไปสนใจ ถือซะว่าเราได้โอกาสอีกครั้งในการฝึกฝน ในที่ๆเราคุ้นเคยกว่า ไม่จำกัดเวลาฝึก ไม่ต้องทำเคสส่งอาจารย์ และในสถานะที่สูงกว่าเดิม (นิสิตฝึกงาน -> เภสัชกร) ถ้ามีปัญหา หรือสงสัยอะไรเกี่ยวกับการขึ้นวอร์ด พี่ๆ แถวนี้คงช่วยให้คำแนะนำได้ อย่างเช่น พี่บอนน์ เป็นต้น

ส่วนเรื่องอยากเป็นหมอ ถ้าคิดว่าอยากเป็นด้วยเหตุผลที่อยากจะทำอะไรให้ดีกว่าหมอบางคนที่ไม่พอใจเพียงอย่างเดียวนี่ อาจจะไม่ใช่เหตุผลที่ดีนะ เพราะทางแก้ปัญหานี้มันมีอีกหลายทาง เช่นเก็บความคลาดเคลื่อนรายงานเข้า PTC หรือคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง หรือไม่ก็เสิร์ฟข้อมูลเรื่องยาที่แพทย์อาจเข้าใจไม่ถูกผ่านทางผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งข้อมูลพวกนี้ถ้าเรามีเอกสารอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ ทางองค์กรแพทย์เค้าก็รับฟังนะครับ แต่จริงๆ ก็อยากให้มองย้อนกลับไปด้วยว่าที่หมอเค้าสั่งยาผิด เป็นเพราะเค้าตั้งใจจริงหรือ มันมีปัจจัยอื่นที่มามีผลหรือเปล่า อีกอย่างหมอก็เป็นคนเหมือนเรา แล้วการทำงานมันก็ต้องมีความผิดพลาด มันถึงต้องมีการสร้างระบบมาจัดการกับเรื่องเหล่านี้ เราแน่ใจหรอว่าถ้าเราไปเป็นหมอซะเอง จะไม่ทำพลาดอย่างนั้นบ้าง

การไปเป็นหมอ อาจจะเป็นเพียงแค่การเปลี่ยนสถานะจากผู้ที่รับผลกระทบ ไปเป็นผู้ที่สร้างผลกระทบเองโดยมีมโนคติว่าเราจะไม่ทำผิดพลาดเหมือนที่เคยประสบมา อาจจะเป็นเพียงแค่การหนีจากปัญหาหนึ่ง ไปเจอกับอีกปัญหาหนึ่งที่เรายังไม่รู้ว่ามีอะไรบ้าง จะน้อยลงหรือมากกว่าเดิม การมองอาชีพแพทย์จากมุมมองของเราที่รู้สึกว่าเค้าเหนือกว่าเรา มีคนให้ความเคารพนับถือมากกว่าเรา มีรายได้มากกว่าเรา อาจทำให้เราอยากไปเป็นอย่างพวกเค้า พี่อยากให้ลองไปอ่านตามเว็บบอร์ดของหมอดู พวกเค้าก็ต้องเจอปัญหาในการทำงานเหมือนกัน บางทีอาจจะหนักกว่าที่เราคิดก็ได้ ถ้าอยากไปเป็นหมอจริงๆ พี่อยากให้ไปด้วยความรัก ความชอบที่จะทำอาชีพหมอมากกว่าที่จะไปด้วยปมของปัญหาที่เราประสบมา ซึ่งสุดท้ายปมนี้มันอาจจะย้อนกลับมาทำร้ายเราเองก็ได้

พี่ขอเล่าเรื่องผู้ชาย คนหนึ่งให้ฟังนะ ผู้ชายคนนี้เป็นคนที่เติบโตในครอบครัวที่พ่อแม่มัวแต่ทำงาน ไม่สนใจลูก ทำให้เขาขาดความอบอุ่นจากพ่อแม่ในวัยเด็ก เขาจึงตั้งใจว่าพอโตเป็นผู้ใหญ่จะมีครอบครัวที่อบอุ่น จะดูแลลูกอย่างดี แต่พอถึงเวลาเข้าจริงๆ ดันมีปัจจัยอื่นๆ อย่างเรื่องงาน การสังสรรที่เขาชอบ เข้ามารบกวนทำให้เขาไม่สามารถดูแลลูกได้อย่างที่ตั้งใจไว้ และในที่สุดเขาก็ทำสิ่งที่ตั้งใจว่าจะไม่ทำนั่นคือการปล่อยปละละเลยลูก ซึ่งกว่าเขาจะรู้ตัวเขาก็ถ่ายทอดปมที่เคยได้รับไปยังลูกเรียบร้อยแล้ว

ที่เล่าเรื่องนี้เพราะพี่อยากให้รู้ไว้ว่าการใช้ปมในอดีตเป็นตัวผลักดัน จะทำให้การตั้งเป้าหมายของเราคลาดเคลื่อนไป พอเราทำตามเป้าหมายที่คลาดเคลื่อน ก็ย่อมได้ผลลัพธ์ที่ไม่ตรงความต้องการ จากเรื่องที่เล่ามา จริงๆ แล้วพ่อแม่ของผู้ชายคนนี้ต่างก็เป็นนักธุรกิจ และก็ยุ่งอยู่กับงานเพราะอยากเก็บเงินให้ได้เยอะๆ ไว้ให้ลูกใช้ตอนโต ลูกจะได้ไม่ต้องลำบาก ซึ่งตัวเขาไม่เคยรับรู้เรื่องนี้เลย คิดแต่ว่าพ่อแม่ไม่สนใจ พอถึงทีตนเองบ้าง เค้าก็วางเป้าก่อนเลยว่าทำอย่างไรลูกจะไม่ขาดความอบอุ่น ซึ่งเขาก็คิดว่าถ้าเขารีบทำงานเก็บเงินให้ได้เยอะพอ เค้าจะได้หยุดทำงานมาอยู่กับลูก ลูกจะได้ไม่ขาดความอบอุ่น ซึ่งพอทำงานมากๆ เข้าเขาก็ไม่รู้ว่าจุดไหนที่ควรจะพอ จุดไหนที่ควรจะหยุดแถมทำงานหนักๆ ก็เครียดต้องไปสังสรรค์กับเพื่อนอีก สุดท้ายก็เลยปล่อยปละละเลยลูกอย่างที่เล่าไป

ถ้าเขาเพียงแค่คุยกับลูก พยายามเข้าใจลูกว่าลูกต้องการความอบอุ่นจากพ่อแม่แค่ไหน เท่าไหร่ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเท่ากับเขาก็ได้ แล้วพยายามทำให้ได้เท่ากับที่ลูกต้องการ โดยไม่เอาความต้องการของตนเองมาใส่ให้กับลูก สุดท้ายแล้วปมของเขาก็จะค่อยๆ คลายออกเอง การพยายามไปแก้ปมที่ลูกซึ่งไม่ได้มีปมเหมือนกับเขากลับการเป็นการสร้างปมเพิ่มอีกปมหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ

ลองคิดดูว่าเรื่องการอยากไปเรียนหมอมันเกิดจากปมหรือเปล่า ถ้าใช่ปมนี้คืออะไร และควรจะแก้ที่ไหน

ถ้าเรื่องเล่านี้ไกลตัวไป ก็ลองนึกถึงพ่อแม่ที่อยากให้ลูกเป็นหมอ เพราะตัวเองอยากเป็นแต่ทำไม่ได้ ก็เลยอยากให้ลูกสานฝันให้ตัวเอง ถ้าเด็กคนนั้นไม่ได้อยากเป็นหมอแต่ต้องโดนบังคับแบบนี้ เขาจะรู้สึกอย่างไร

ส่วนเรื่อง เชียร์ น้องริท the star 6 นี่พี่ว่ามันคือกิจกรรมหนึ่งที่ทำให้บอยมีความสุข เหมือนกับที่บางคนชอบเล่นกีฬา ชอบถักนิตติ้งอะไรประมาณนั้น มันเป็นกิจกรรมที่เราทำแล้วเรามีความสุข ดังนั้นบอยโชคดีแล้วที่เจอมัน ทำไปเหอะ ดีกว่าอยู่ไปโดยไม่รู้ว่าเราทำอะไรถึงจะมีความสุข ชีวิตแบบนั้นมันน่าเศร้ามากนะ

หวังว่าจะไม่ขี้เกียจอ่านของพี่เหมือนกันนะ
บันทึกการเข้า

Dear
รุ่นเก้าเรารักกัน
Newbie
*****
เพศ: หญิง
กระทู้: 16



« ตอบ #22 เมื่อ: มิถุนายน 22, 2010, 07:12:16 PM »

ตอนมอต้น อยากเป็นสถาปนิก ออกแบตกแต่งบ้านสบายใจ
มอสามเริ่มชอบวิทย์จับใจเลยคิดว่าอยากเป็นวิศวะเท่ห๋ดี วิศวะสิ่งแวดล้อมด้วยดูดี รักษ์ธรรมชาติ รักสิ่งแวดล้อม
มอสี่เริ่มชอบเรียนภาษาจีน คุยกะคนจีน เลยอยากจะเรียนภาษาจีน
มอห้า โดยบังคับไปฝึกงานที่โรงพยาบาลโครงการเตรียมเป็นหมอของศิริราชอ่ะ ชอบมากกกก เห็นพี่หมอแล้วดูเก่งจังอะไรก็ทำได้หมด
เลยต้องรีบสปีดกันตอนมอหก เพราะเกรดเฉลี่ยที่มีนั้นน้อยนิด
มอหก เลือกลงแพทย์ เภสัชไม่ชอบทันตะเพราะขี้เกียจดมน้ำลาย
แต่ติดเภสัช ซึ่งก็ชอบเพราะได้ทำงานเกี่ยวกับชีวิตคน
แถมยังได้มาเรียนที่มน ที่ ๆ อบอุ่น เพื่อน ๆน่ารัก พี่ ๆ น่ารัก บรรยากาศเป็นกันเอง chill และมีความสุขมาก ดีใจตลอดที่ได้มาเรียนเภสัช
แต่ยังไงเหมือนกะยังข้องใจขอลองเอ็นดูสักทีอยากเป็นหมอ อย่างที่เคยฝันใผ่ (ตอนนั้นคิดแบบนี้ >> ทามมายคะแนนมันต้องสูงด้วยอ่ะ แล้วทำไมจะต้องเป็นคนที่เรียนเก่งด้วยอ่ะถึงจะเรียนได้ ตอนนั้นคิดว่าคนเก่งพวกนี้เค้าจามีอุดมการณ์ที่จะจะทำเพื่อคนไข้จริง ๆ มั้ย   รับฉันไว้สักคนเถิด คิดว่าเราเองน่าจะมีอุดมการณ์พอควร << เข้าข้างตัวเอง Azn)
จบปีหนึ่ง เพื่อนซิ่วกันหลายคนจัง คะแนนเอ็นท์ก็ยังไม่ถึงทามงายดี >> เอามั่งดีกว่า
หยุดอยู่บ้านหนึ่งปี เอ็นท์ติดเพราะโชคช่วย
ได้มาเรียนจริง ๆ ด้วยแฮะ แต่ depress อ่ะนี่มันอะไรกัน ไม่คุ้นสังคมแบบนี้อย่างแรง ทำไมเด็กกรุงนี้มันเพี้ยนงี้นะ เอาเพื่อน ๆ น่ารักกลับมานะ
เรียนไปร้องไห้ ไปในปีหนึ่ง แต่ละปีผ่านไปร่อแร่จันจบปีสาม

ขึ้นปีสี่ เริ่มได้เจอคนไข้ที่เราอย่างเจอมานาน ความเกลียดกลับกลายเป็นความชอบขึ้นมาเรื่อย ๆ
บันทึกการเข้า
Dear
รุ่นเก้าเรารักกัน
Newbie
*****
เพศ: หญิง
กระทู้: 16



« ตอบ #23 เมื่อ: มิถุนายน 22, 2010, 07:32:59 PM »

ปี่สี่ถึงปีหก
ทำไมเหนื่อยงี้อ่ะ ตี1 ยังโดนตา ตี2 คนไข้ arrest ตี 3 ทำไมเรายังเดินอยู่นี่อ่ะ รู้งี้เรียนเภสัชต่อก็ดีละ
ทำงานปีที่1 ความคิดแบบนี้เกิดขึ้น ใน1 คืน ที่อยู่เวร
ห้าทุ่มเหนื่อยง่ะ อยากลาออก
เที่ยงคืน ตี หนึ่ง ตีสอง เรายังโดนตามอยู่เลยง่ะ เดินไปเดินมาอยู่สองตึกเงี้ย อยากลาออก
ตีสามกว่าเฮ้อเมื่อไรจะหมด มีรับใหม่อีกละ อยากลาออก
ขณะเดียวกัน คนไข้เหนื่อย ต้องรีบไปใส่ท่อช่วยหายใจ อยากลาออก
ตีสี่ ถ้าเราลาออกตอนนี้จะมีผลเดี๋ยวนี้เลยมั้ยนี่ ไม่อยากอยู่แล้วง่ะ ทำไมเราต้องมาเดินอยู่งี้ล่ะ
แล้วก็แอบไปร้องไห้
ทำงายได้อ่ะเราเลือกเอง
ปีสอง กะว่าจะเก็บตังค์ อยากเปิดรีสอร์ท (เอิ่ม...แค่ฝัน)
อยากเป็นเจ้าของโรงงาน (ยังไม่รู้จะผลิตอะไรขาย)
อยากเป็นเจ้าของร้านยา ถ้าตังค์ดีจาเลิกเป็นหมอ
อยากไปเที่ยว อยากหยุดงาน 1 เดือน (แล้วใครเค้าจาให้เราลาอ่ะ)
อยากเล่นกู้เจิ้ง อยากเล่นขิม... รอเก็บตังค์ก่อน
อยากวาดรูปฝีมือเราเอง วาดรูปเหมือน 1 รูปแต่ไม่เห็นจาเหมือนรูปคนที่วาด
สารภาพอีกนิดเราเป็นคนนึงที่ชอบ order ยาผิดบ่อย ตกหล่นก็บ่อย บางที่เป็นเพราะรีบ บางทีลืม บางที่ fight of idea มือมันไม่ไปอย่างใจคิด
เหนื่อยอ่ะ ไว้เราหาอะไรที่เราฝันทำได้แล้วเนี่ยจะมาเล่าให้ฟังใหม่
บันทึกการเข้า
Rachanont
Administrator
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 2,023


Where there's a will, there's a way


เว็บไซต์
« ตอบ #24 เมื่อ: มิถุนายน 24, 2010, 09:02:50 PM »

เดียร์: สู้ๆ นะเค้าจะรอฟังฝันของเดียร์
บันทึกการเข้า

Memory
รุ่นเก้าเรารักกัน
Hero Member
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 414



« ตอบ #25 เมื่อ: มิถุนายน 29, 2010, 01:14:16 PM »

    เดียร์ เค้าเคยราวด์กับเปิ้ลที่อยู่รุ่นเดียวกับเดียร์ที่ รพ.ชล ด้วยนะ     
     น้องบอย ตอนนี้พี่ก็ราวด์ ward อยู่ อย่างที่เคยบอกว่าไม่ได้เก่งหรอก แต่อยากทำ เพราะรู้สึกดีเวลาหมอถามแล้วตอบได้ และหมอก็นำมาใช้ด้วย  และรู้สึกดีเวลาเราเข้าไปคุยกับคนไข้เรื่องยาแล้วแก้ปัญหาให้เค้าได้ (ตอนฝึกงาน) มันเลยต่อยอดให้อยากทำงานด้านนี้ต่อ พี่ลาออกมา 2 รพ. มาอยู่ที่นี่เพราะเค้าให้พี่ทำอย่างที่พี่อยากทำ แต่ยอมรับว่าเริ่มต้นมันเหนื่อยมากๆ เพราะต้องฟื้นวิชาการเยอะเหมือนกัน ด้วยบริบทของ รพ.อาจแตกต่างกัน การเริ่มงานใน รพ.ของน้องบอยกับพี่อาจจะต่างกันด้วย แต่พี่อยากให้เราเริ่มจากสิ่งที่ทำได้ก่อน สร้างมนุษยสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานและทบทวนความรู้ ทำงานที่ ward ไม่จำเป็นต้องราวด์พร้อมหมอก็ได้ อาจเริ่มจากราวด์ chart เก็บรวบรวม DRPs ที่พบ หาวิธีการให้ intervention แก่แพทย์ และทำกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น reconcile ดูแพ้ยา D/C counseling จะดูทั้งหมดหรือเฉพาะกลุ่มโรคก็แล้วแต่ภาระงานและบริบทของแต่ละ รพ. ค่อยๆ เริ่มไปทีละอย่าง (พี่เองก็ยังทำได้ไม่หมดเลย) มีอะไรก็ลองโทร. มาคุยได้นะ ถ้าช่วยได้ พี่ยินดีช่วยครับ
    ปล.พี่แขกลาออกไปเป็น อาจารย์ ม.บูรพา แล้วนะ ตอนนี้เป็นพี่แดมที่ดูแล TDM แทน
บันทึกการเข้า

ชัยชนะที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การไม่เคยล้ม
แต่อยู่ที่เราลุกขึ้นได้ทุกครั้งที่เราล้มลง
เว็บบอร์ดเภสัช มน. รุ่น 9
   

 บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: